Sunday, December 17, 2006

พ่อซ้อมรับปริญญา 17-ธ.ค.-49


ผม-พ่อ-แม่

17 ธันวาคม 2549 ผมและเหมียวน้อยเดินทางไป อ.บ้านไผ่ เพื่อถ่ายรูปให้พ่อกับแม่ในวันซ้อมรับปริญญา

พ่อของผม เริ่มเรียนปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตในวัย 57 ปี ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ "เรียนเอาใบปริญญา เอาไว้ขู่คนเล่นๆ" ซึ่งนั่นเป็นคำพูดเล่นของพ่อเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ผมสังเกตดูพ่อเวลาผมกลับบ้าน พ่อมีความตั้งใจมาก ตอนบ่ายพ่อจะนั่งอ่านหนังสือเรียนของพ่ออย่างใจจดใจจ่อ สวมแว่นตา ทำการบ้าน พ่อแบ่งเวลาได้ดีมาก พ่อบริหารโรงเรียน ไปทุ่งนา และเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (บ้านไผ่) พ่อเคยบอกว่าอยากเป็น "ผู้ประเมินสถานศึกษา"

พ่อเป็นคนหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ผมเรียนจนจบปริญญาโทวิทยาการคอมพิวเตอร์ ในครั้งนั้นผมเรียนผ่านไป 1 ปี พร้อมกับเกรดที่ดูเหมือนจะไม่รอด... และเริ่มจะท้อถอย บางครั้งผมระบายให้พ่อกับแม่ฟังว่าไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อจนจบได้หรือไม่ พ่อกับแม่บอกว่า "มาได้ครึ่งทางแล้ว ต้องไปต่อให้จบสิ" หลังจากนั้นผมรวบรวมพลังใจที่มีอยู่ตั้งใจเรียนจนจบ ผมรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก และวันนี้ผมดีใจแล้ภูมิใจในพ่อมากเช่นกัน

พ่อเป็นแบบอย่างของผู้ที่จะพูดว่า "ไม่มีใครแก่เกินเรียน"...

ผมรักพ่อครับ...

Saturday, November 18, 2006

ลองสร้างแผนที่ใน WikiMapia.org

อืม... ต้องขอบคุณเว็บไอ้แอน (www.iannnnn.com) ผมลองแวะเข้าไปดูก็เห็นว่าเว็บเขามีอะไรๆ ที่น่าอ่านเยอะ พอดีเจอหัวข้อ "เว็บเด็ด" ซึ่งได้รวบรวมเว็บดีๆเอาไว้ วันที่ผมเข้าดูนั้นทางเว็บได้แนะนำเว็บ www.wikimapia.org ซึ่งเป็นเว็บที่แสดงแผนที่ของทั่วโลกไว้อย่างละเอียดมากๆ ขอบอก และเบื้องหลังของการแสดงแผนที่นั้นก็คือ google นั่นเอง อย่างนี้ต้องบอกว่า power by google สินะ

ลองเข้าไปที่ประเทศไทย และเลือกแพน (การเลื่อน : pan // ไม่ใช่กระทะนะครับ) มาที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะเห็นว่าสถานที่บางแห่งนั้นได้มีผู้เพิ่มข้อมูลให้เรียบร้อยแล้ว นับว่าเป็นประโยชน์มากๆ ครับ และถ้าเราพอใจตำแหน่งแผนที่แล้วเราสามารถสั่งให้เว็บสร้างโค้ด html เพื่อนำไปแปะไว้ที่เว็บของเราได้ครับ ... ผมเลยทดลองทำดู โดยเลือกซูมมาที่ใจกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น บริเวณห้างแฟรี่พลาซ่าเลยครับ โป๊ะเชะ ปรากฎว่าเรียบร้อย ... ฮ่าๆ ดูผลงานของผมสิครับ

Friday, November 17, 2006

8-10 พ.ย. 49 เยี่ยมเพื่อนเต้งที่ปากช่อง

8 พ.ย. 49 : เดินทางไปปากช่อง


เมื่อคืนนอนเต็มที่วันนี้เลยสดชื่นหน่อย ผมแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกงข้าสั้น สบายๆ ออกจากขอนแก่นตอน 10.00 น. ด้วย Mighty-X แล้วแวะเติมน้ำมันที่ปั๊ม ESSO ที่นี่ต้องเติม 800- จึงจะได้น้ำขวดนึง ผมแวะซื้อลูกชิ้นทอดใส่ถุงเสียบไม้กินไปพลางๆ ขณะขับรถ รสชาตค่อนข้างจืดชืด แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะตั้งใจจะกินรองท้องกันหิวเฉยๆ ขับไปเรื่อยๆ ผมชอบช่วงเช้าเพราะเดินทางสบาย และไม่ง่วง ถ้าขับรถตอนบ่ายง่วงทุกที ความจริงผมไม่ชอบการขับรถเท่าไหร่ โดยเฉพาะเจ้า Mighty-X ที่ค่อนข้างจะหนัก พวงมาลัยหมุนยากมาก และกำลังก็ไม่สู้จะดีนัก รถคันนี้พ่อให้มาหลังจากที่พ่อซื้อ D-Max คันใหม่ เจ้า Mighty-X คันนี้พ่อเคยซิ่งมาแล้วนักต่อนัก อายุการใช้งานก็ 10 ปีแล้ว แต่สภาพยังปึ้กอยู่เลย ออกตัวตอนแรกค่อนข้างอืดหน่อย แต่พอวิ่งที่ความเร็ว 90 – 100 กำลังพอดี

ผมเหยียบมาประมาณ 90-100 เพราะเส้นทางสายมิตรภาพช่วง ขอนแก่น-บ้านไผ่-เมืองพลมักจะมีตำรวจจับความเร็ว ระหว่างทางเจอด่านตำรวจเหมือนกัน แต่โชคดีที่ไม่โดนเรียก พอออกจากเมืองพลผมชักสบายใจขึ้นเพราะคิดว่าตำรวจน่าจะหมดแล้ว เลยเร่งความเร็วไปที่ 110 ที่ไหนได้พอจะถึงหนองบัวลาย มีเบ๊นซ์คันงามและปิ๊คอัพวิ่งแซงผมไป 2 คัน ปรากฎว่าเจอด่านตรวจ มีตำรวจ 2 คนยืนคอยท่าอยู่แล้ว ผมคิดว่าโดนแน่ๆคราวนี้ ปรากฎว่าปิคอัพคันก่อนหน้าผม และผมโดนเรียกทั้งคู่ แต่เบ๊นซ์กลับไม่โดน ทั้งๆ ที่เบ๊นซ์มาเร็วกว่าผมอีกแน่ะ ... เออ..!!! นี่เรียกว่าลำเอียงรึเปล่าหว่า... ผมหยุดรถและควานหากระเป๋าสตังค์เพื่อจะหยิบใบขับขี่ ผมคุยกับตำรวจครู่นึง

(ตำรวจ) “ไง...สุดหล่อไปไหนน้อ เร็วเกินไปนะ 112”
(ผม) “ไปโคราชครับ”
(ตำรวจ) “สปอตไลท์นี่ติดทำไม ติดไม่ได้นะ เพราะเดี๋ยวไปจะไปแยงตาคนอื่นเขา เขาให้ติดได้เฉพาะแถวภาคเหนือ ไปเอาออกซะ เดี๋ยวรับใบสั่งไปก่อนแล้วกัน”
(ผม) “แล้วจะจ่ายตอนไหนครับ ?”
(ตำรวจ) “ก็กลับมาเมื่อไหร่ค่อยมาจ่ายก็ได้”
(ผม) “ผมไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร”
(ตำรวจ) “เอางั้นจะจ่ายที่นี่ไหมล่ะ จ่ายนี่ก็ได้ 100 นึง ถ้าจ่ายในเมืองก็ 400”
(ผม) “ครับ...จ่ายที่นี่ดีกว่าครับ” แล้วผมก็ยื่นแบงค์ 100 ให้ตำรวจไปก็จบ


ผมขับต่อไปด้วยอาการเซ็งๆ นิดๆ ตรงที่มาพลาดโดนจับได้นี่แหละ และที่สำคัญรถเบ๊นซ์คันนั้นไม่เห็นจับ คงกลัวจะเจอเจ้านายมั้ง...หึๆ ขับมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงโคราช-ปากช่อง ก็เลยแวะกินก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม เป็นเส้นเล็กเนื้อน้ำตก อร่อยดีในราคา 30 – ผมซื้อชาเขียวโออิชิขวดนึง พักหลังๆ นี่ผมชอบดื่มเพราะมันอร่อยและทำให้ไม่ง่วงด้วย แต่ราคาก็แพงนะ ขวดละ 20 แต่ผมรู้สึกว่าน่าจะดีกว่ากินน้ำอัดลมเท่านั้นแหละ รถใช้การได้ดีมากวิ่งฉิวเลย

พอถึงปากช่องผมก็โทรหาไอ้เต้งให้มันบอกทาง บ้านที่มันอยู่ชื่อหมู่บ้านซับมืด ทางเข้าบ้านนั้นอยู่ข้างโรงงานคัมพินา ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรเหมือนกันหลังโรงงานเป็นป่าอ้อย วิ่งไปซักระยะถนนก็เปลี่ยนเป็นลูกรัง หินก้อนใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย ข้างทางเป็นป่าอ้อย และสวนน้อยหน่า มีแต่ลูกโตๆทั้งนั้น ผมขับเลยทางแยกเข้าหมู่บ้านไปซะนี่ ขับไปเกือบจะถึงวัดถ้ำซับมืด จึงโทรหามันอีกทีแล้วเลี้ยวกลับมา ก็พบมันรออยู่ที่บ้านแล้วกับหมอศักดิ์ กำลังดูไก่ชน
(ไก่เงินแสนของเสี่ยเต้ง เห็นบอกชนะมาแล้ว)

พื้นที่กว้างพอสมควร คิดว่าราวๆ 1 งานเห็นจะได้ มีตัวบ้านชั้นเดียวก่ออิฐบล็อค ข้างในแบ่งเป็นห้องครัวและห้องนอน ห้องนอนทำเป็นชั้นลอยด้วย ที่นี่เสี่ยเต้งพักอยู่กับปุ๊ สาวชาวใต้ (พัทลุง) ซึ่งตอนนี้กำลังจะมีทายาทด้วยกัน เราทักทายกันตามประสาผมก็เล่าเรื่องโดนตำรวจจับให้ฟังนั่งดวดเหล้ากันยกแรก...



(ข้างๆ บ้านถ่ายจากกระท่อมหน้าบ้าน)

(มันแหละ ไอ้เสี่ยเต้งกับไก่คู่ใจ...ชอบนัก...)

หลังจากพักหายเหนื่อยแล้วพวกเราตกลงกันที่จะเริ่มดื่ม โดยทุกคนนั่งรถ Tiger 4W ของหมอศักดิ์ไปซื้อเหล้าที่ร้านแถวๆโรงงาน ได้โซดามา 1 โหล กับ Sprey 1 กลม จากนั้นก็เริ่มตั้งวงดื่มกันใต้ร่มก่อไผ่หน้าบ้าน คุยกันไปตามประสาเพื่อนฝูง ไอ้เต้งมันเตรียม “ปลาหมึก” ไว้แล้ว ปลาหมึกของมันจริงๆแล้วก็คือหลอดเลือดแดงใหญ่ของวัวบริเวณหัวใจและปอด พอใช้มีดแล่ตามยาวจะได้รูปร่างคล้ายๆปลาหมึก เคี้ยวกรอบดี จิ้มกับแจ่วขมๆ ใส่ดีวัวเข้าไปอย่างสุดยอด นั่นเป็นกลับแกล้มของบ่ายวันนี้
พวกเราดื่มได้แค่ 2-3 แก้วก็เริ่มออกอาการมึนๆ และคุยกันว่า Spey นี่มันแรงเอาการ พอใกล้ค่ำก็คุยกันว่าจะกินอะไรต่อดี สรุปได้ว่าจะกินต้มไก่กัน ไอ้เต้งมันเลี้ยงไก่ไว้เยอะเหมือนกัน ผมว่าเลี้ยงไก่นี่ได้ประโยชน์เยอะดี เอาไว้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นต้ม, ผัด, แกง, ทอด, ย่าง, นึ่ง และรสชาตก็ดีอีกต่างหาก หมอศักดิ์จัดการเชือดไก่และถอนขน ส่วนไอ้เสี่ยเต้งก็ปรุงรส จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันบ้าง เปิดเพลงเพื่อชีวิตผสมเพลงสากล ช่างเข้ากันได้ดีแท้ๆ คืนนั้นพวกเราอิ่มหนำสำราญกันมาก ไอ้เต้งเข้าไปนอนก่อน ส่วนผมกับหมอศักดิ์นั่งกินกันต่อ คุยกันสัพเพเหระ จนถึงราวๆ 6 ทุ่มถึงตี 1 ก็เข้านอนกัน



(หน้าบ้านมีก่อไผ่ เราปูเสื่อดวดเหล้ากันตรงนี้...ช่างลูกทุ่งดีแท้...)


9 พ.ย. 49 : ส่งวัวที่ป่าไผ่ และดวดต่อ


(สภาพผมตอนเช้า น้ำยังไม่อาบเลย เสื้อผ้าชุดเดิม...เน่าสุดๆ)


(ลักษณะคอกที่เลี้ยงวัว ส่วนใหญ่จะทำกันแบบง่ายๆ)

(รถของลูกพี่เสี่ยเต้งที่ใช้ขนวัว คันนี้แรงนะ)

ตื่นเช้าแล้ว ลูกพี่ออด ลูกพี่ของไอ้เต้งโทรมาตามให้เต้งไปจับวัวไปส่งลูกค้าที่ป่าไผ่ (หมู่บ้านแห่งหนึ่งละแวกนั้น) ผมติดรถไปกับมันไปถึงบ้านพี่ออดที่บ้านสอยดาว บ้านนี้อยู่บนเนินเขา หน้าบ้านพี่ออดเป็นโรงเรียนบ้านสอยดาว ได้เต้งจับวัวได้ 2 ตัวและลากขึ้นรถ ไปที่บ้านป่าไผ่ ผมแทบไม่ได้ช่วยอะไร เพราะทำอะไรไม่เป็น ได้แต่เดินถ่ายรูปวัวด้วยโทรศัพท์มือถือ Nokia 7160 ละมั้ง (จำรุ่นไม่ได้) คุณภาพของภาพถ่ายไม่ดีเท่าไร พอดูได้

(อีกมุมหนึ่งของคอกวัว)


(เคสซิ่งพวกนี้เอาไว้ใส่้อาหารให้วัวนะ)

(ใครอ่ะ ... ถ่ายตูทามมายฟะ)


(ที่นี่เขาเรียกว่า "งัว" นะ)

ส่งวัวเสร็จเราเอารถขนวัวไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และแวะเข้าห้องน้ำที่นั่น เพราะอาการหนักแล้ว ผมปวดปู้ดตั้งแต่อยู่ที่บ้านป่าไผ่นู่น อุตส่าห์ทนจนมาถึงปั๊มน้ำมันที่ตลาดปากช่อง


จากนั้นผมกับไอ้เต้งแวะซื้อบัตรเติมเงินที่ป่าไผ่ และไปหาลูกพี่ออดซึ่งพี่เขาบอกให้ไอ้เต้งไปส่งวัวอีกที่หนึ่ง ผมจึงขับรถของผมกลับไปที่บ้านไอ้เต้ง ก็เห็นหมอศักดิ์รออยู่ที่นั่นกำลังจะทำลาบไก่กินกัน ผมกับหมอศักดิ์นั่งดูวีดีโอ xxx ด้วยกันเป็นนานสองนาน คุยกันแต่เรื่องกามทั้งนั้น มีช่วงหนึ่งหมอศักดิ์บอกว่า “โอย ทนไม่ไหวแล้ว ต้องไปหาข่มขืนคนก่อนแล้ว” ผมก็ตลกอยู่ในใจ รู้แต่ว่าการคุยกันตามประสาเพื่อนฝูงในเรื่อง xxx นี้มันก็สนุกดี ระหว่างคุยเราดริ๊งกันด้วยเบียร์ช้าง เป็นออร์เดิฟ 3 ขวด รอเพื่อนเต้งกลับมา และพอมันกลับมาพวกเราก็ทำลาบไก่กินกับบักลิ้นฟ้า (เพกา) ที่ขึ้นอยู่ริมรั้วไอ้เต้งนั่นเอง


(มันบอกว่าไก่มันสวย ผมว่าถ้าต้มคงอร่อยนะ...อิๆ)

กินข้าวเสร็จผมรู้สึกง่วงๆ แถมเมาด้วย ก็เลยหาที่เอนหลังสักหน่อย ได้เปลญวนที่หน้าบ้านนั่นแหละ ตื่นขึ้นมาพบว่ามีเพื่อนๆไอ้เต้ง 3-4 คนมาชนไก่ด้วย ผลคือสู้ไก่ไอ้เต้งไม่ได้ จากนั้นทุกคนก็นั่งล้อมวงดื่มกันต่อ มีพี่คนนึงเอาต้มปลาไหลมาด้วย รสชาตไม่เลวทีเดียว ผมนั่งดื่มด้วยอาการเบลอๆ และดื่มอย่างช้าๆ เพราะรู้สึกว่าเมาแล้ว ตกเย็นผมคุยกับไอ้เต้งถึงกิจกรรมที่จะทำต่อตอนเย็น โชคดีที่มันต้องไปส่งวัวที่นครนายก ไม่งั้นผมคงไม่รู้จะทำอะไร ผมตกลงที่จะนั่งไปกับมัน
49 : โรงฆ่าสัตว์ที่นครนายก สยองสุดๆ

ผมกับไอ้เต้งออกจากบ้านตอน 2 ทุ่มพร้อมกับวัวไทย อีก 4 ตัวเตรียมจะไปขายให้โรงฆ่าสัตว์ที่นครนายก ซึ่งต้องใช้เวลาขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ไปทางมิตรภาพ – แก่งคอย – นครนายก ระหว่างเข้าตัวจังหวัดไอ้เต้งมันต้องคอยระวังด่านตำรวจ มันเล่าให้ฟังว่าแถวนี้มักจะมีตำรวจดักและเรี่ยไรเงินจากบรรดาพวกขนวัวเป็นประจำ โดยต้องจ่ายประมาณ 100- รถวิ่งไปถึงโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งที่แห่งนี้มีลูกจ้างที่เป็นแขกชาวพม่าประมาณ 5 คน และผู้หญิงซึ่งเป็นเมียของบางคนในนั้น 2 คน พูดไทยไม่ค่อยชัด ตอนพวกผมไปถึงพวกเขาพึ่งชำแหละวัวเสร็จไปก่อนแล้ว 2 ตัว เป็นวัวของลูกพี่ออดเหมือนกัน น่าจะตัวใหญ่พอสมควร เพราะน้ำหนักเนื้อของแต่ละตัว 100 กก.ขึ้นทั้งนั้น ผมตั้งใจที่จะรอดูว่าแขกเขาจะฆ่าวัวอย่างไร ทั้งๆ ที่ในใจก็กลัวพอสมควร วิธีการที่พวกแขกทำคือหลังจากเอาวัวลงจากรถแล้วเขาจะใช้เชือกมัดปากวัวไม่ให้ร้อง และอีกเส้นมัดขาหลังแล้วดึงให้ล้มลง วัวทั้ง 4 ตัวถูกบังคับให้ล้มลงนอนเรียงกันทีละตัวๆ พวกผู้หญิงก็ใช้น้ำสาดเพื่อล้างวัวให้สะอาดขึ้น ผมนั่งดูด้วยใจที่สงสาร เพราะวัวบางตัวก็ทำท่าขัดขืน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ชะตามันใกล้ถึงฆาตรแล้ว...

และแล้วก็มาถึงนาทีของการเชือด แขกคนหนึ่งถือมีดที่คมมากเดินปาดคอตัดเส้นเลือดแดงที่คอวัวทีละตัวอย่างเลือดเย็น เลือดพุ่งออกจากคอวัวกระจายตามพื้น บางครั้งก็ใช้กะละมังรองเลือดที่ไหลออกมา ภายในไม่กี่วินาทีวัวทุกตัวก็ตายหมด ขณะนั้นผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งสงสารและตกใจกับวิธีการฆ่าวัวของพวกเขา ไอ้เต้งเดินมานั่งด้วยถามว่า “ดูได้ไหมหำ” ผมก็บอกว่า “โอย...ช่างน่ากลัวอะไรยังงี้” พลางคิดในอีกด้านหนึ่งว่า แต่ถ้าไม่มีคนพวกนี้เราคงไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ หรือผัดเนื้อน้ำมันหอย รวมทั้งพวกเนื้อสเต็กที่อาเสี่ยกับอีหนูกำลังนั่งกินกันอยู่ที่ร้านซักแห่ง เขาจะรู้ถึงความทรมานของสัตว์พวกนี้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรืออาจเป็นร้านเนื้อเกาหลีที่หนุ่มสาวกำลังนั่งกินดื่มเบียร์คุยกันอย่างสนุกสนาน ผมคิดว่าบางทีเราอาจสวดมนต์แผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านี้ที่ต้องพลีชีวิตเพื่อเป็นอาหารของคน...ผมนั่งดูพวกแขกชำแหละเนื้อวัวจนเสร็จ ซึ่งตอนนั้น 6 ทุ่มแล้ว วัวที่ขนมามีน้ำหนักเนื้อราวๆ 70-80 กก. รวมแล้วทั้ง 6 ตัวหนักประมาณ 600 กว่ากิโล ราคาขาย กก. ละ 113 บาท รวมแล้วได้เงิน 70,000 กว่าบาท
ตอนกลับเราซื้อเนื้อหนอก (อยู่บนหลังวัว ตรงกับขาหน้า), เนื้อสันใน, ร่องโครง และเครื่องในกลับมาด้วยเพื่อจะทำก้อยดึกกินกัน ซึ่งผมยังไม่แน่ใจว่าจะกินลงหรือไม่ ก่อนออกจากนครนายกเราแวะซื้อเบียร์ที่ร้าน 7/11 หน้าร้านมีกระเทย 2 ตัวกำลังหาผู้ชายอยู่ และสงสัยจะสนใจพวกเราอยู่ แต่ผมเกลียดกระเทย ผมไม่ค่อยชอบเลย ก็เลยไม่สนใจ ตอนกลับพวกเรานั่งรถดื่มเบียร์ไปด้วย มาถึงบ้านไอ้เต้งตอนตี 1 พวกเราง่วงมากแล้ว แต่ยังมิวายทำก้อยกินกันตามระเบียบ พวกเรามักจะซื้อเนื้อมาทำก้อยกินกันเสมอเวลาเจอกัน จนกลายเป็นธรรมเนียมการพบปะกันของผมกับไอ้เต้งไปแล้วผมพยายามลืมเรื่องที่โรงฆ่าสัตว์ และพบว่าก้อยคืนนั้นก็อร่อยดี รสขมนี่สุดจะพรรณา สงสัยจะขมถึงพรุ่งนี้กระมัง...9 : เหยี่ยวนกเขาเสร็จไอ้แสนแสบ ...เดินทางกลับขอนแก่น

เช้าอีกแล้ว จนถึงวันนี้ตั้งแต่ผมมาถึงปากช่องนี่ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลยซักครั้ง ดื่มกาแฟกับไอ้เต้ง วันนี้ไอ้เต้งเอาไอ้แสนแสน นกเขาที่ยืมมาจากเพื่อนไปต่อที่ป่าละแวกนั้น หมอศักดิ์มาแวะตามเคย ผมถามถึงกิจวัตรประจำวันของแกว่าทำอะไรบ้างก็เห็นบอกว่า ตื่นเช้าจะแวะไปดูวัวให้ลูกค้า ถ้าเจ้าของวัวเขามีปัญหาเขาจะโทรมาเรียกแกไปดูให้ มี 2 เวลา คือเช้า และบ่าย เนื่องจากเขาจะรีดนมกัน 2 ครั้ง คือ 6.00 น. และ 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาทำงานของหมอศักดิ์ด้วย เพื่อที่จะผสมเทียม, ฉีดวัคซีน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งแกให้ข้อมูลว่าเดี๋ยวนี้มีคู่แข่งเยอะเหมือนกัน ผมดูท่าทางแกจะมีเวลาว่างเยอะ เพราะแกจะชอบมานั่งเล่นกับเสี่ยเต้งประจำในตอนกลางวัน และแว้บออกไปหาลูกค้า แล้วกลับมาอีกตามเคย วันนี้ก็เช่นกัน

ผมกับหมอศักดิ์นั่งดื่มเบียร์กันอีกตามเคย และคุยกันว่าจะทำผัดกระเพราเนื้อ โดยใช้เนื้อส่วนหนอกมาทำกินกัน เนื้อส่วนนี้มีเอ็นเส้นเล็กๆ แทรกอยู่ทั่วไป พอทำสุกแล้วรสชาตดีทีเดียว กรอบเคี้ยวง่าย ส่วนไอ้เต้งทำผัดเนื้อสันใน รสขมอีกตามเคย พวกเรากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ผมแทบเหงื่อแตกกับรสเผ็ดร้อนของกระเพรา จากนั้นไอ้เต้งไปดูแสนแสบแล้วหิ้วกลับมาพร้อมกับเหยี่ยวที่ติดอยู่กับตาข่าย


(เหยี่ยวนกเขา เกือบสังหารเจ้าแสนแสบซะแล้ว...)


(เหยี่ยวนกเขาที่เคยบินอยู่สูง แต่ต้องแพ้กับดัก เพียงเพราะต้องการโฉบลงมางาบเจ้าแสนแสบ
และสุดท้ายก็แพ้ภูมิปัญญาของคน...)

เหยี่ยวที่ว่าเป็นเหยี่ยวนกเขา รูปร่างพิลึก อ้าปากขู่พวกเราอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ตามันเป็นสีเหลืองคมเชียว ตัวขนาดนกเขา พวกเราตื่นเต้นกันใหญ่ ไอ้เต้งมันบอกว่า “เกือบไอ้แสนแสบตาย”

(ผมเองก็พึ่งเคยเห็นตัวเป็นๆ นี่แหละ เจ้าเหยี่ยวนกเขานี่)

เห็นไอ้เต้งมันเล่าว่าเยี่ยวพวกนี้เวลาเจอนกเขามันจะโฉบลงมาแล้วใช้นิ้วอันแหลมคมขยุ้มหัวนกเขาขาดไปเลย หากมันติดตาข่ายของนกต่อมันจะใช้นิ้วตีนนั่นแหละแหย่เข้าไปในกรงเพื่อจะขยุ้มนกเขาที่อยู่ข้างใน หากมันทำสำเร็จล่ะก็ นกเขาก็ไม่น่าจะรอด นับว่าน่ากลัวเอาการ เจ้าแสนแสบขนปีกร่วงไปนิดนึงคงจะดิ้นหลบเจ้าเหยี่ยวตัวนี้ ผมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เพื่อที่จะเอามาลงในบันทึกนี้ด้วย หลังจากนั้นไอ้เต้งมันก็ไปขนวัวอีกตามเคย ผมและหมอศักดิ์ก็ได้เวลาแยกย้ายกัน ผมอาบน้ำและเดินทางกลับขอนแก่น จบการเดินทางเพียงเท่านี้พร้อมๆกับความทรงจำหลายอย่าง...
มาถึงขอนแก่นประมาณ 5 โมงเย็น เป็นอันจบทริปการเดินทางไปเที่ยวบ้านไอ้เต้งที่ปากช่องเพียงเท่านี้ครับผม ...

Saturday, October 28, 2006

เกษตรพอเพียง

พ่อของผมเล่าให้ฟังว่า มีชาวบ้านที่หมู่บ้านบอกว่า ปลูกผัก เลี้ยงปลาได้มามากๆแล้วไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน มันเป็นเรื่องตลกอย่างหนึ่ง เนื่องจากชาวบ้านคงยังไม่เข้าใจเรื่อง ความพอเพียง ที่ดีพอ ดังนั้นเมื่อนำไปปฏิบัติจึงพยายามผลิตเป็นจำนวนมากๆ เพื่อนำไปขายต่อ ดังนั้นเมื่อหน้าแล้งเวลาจะจับปลามากิน หรือจัดงานเลี้ยงก็ไม่มีปลาเหลือ ซึ่งในความเป็นจริง มีประเด็นหนึ่งของแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสอนไว้ว่า ให้รู้จักประมาณตน อยู่ในความพอดี อยู่บนฐานของตนเอง ผมคิดว่าคล้ายกับหลัก มัชฌิมาปฏิปทา ของพุทธศาสนาที่สอนให้เราเดินทางสายกลางเป็นพื้นฐาน และในความคิดของผมคิดว่าน่าจะต้องดำเนินชีวิตให้ห่างจากความเห็นแก่ตัว ไม่เบียดเบียนธรรมชาติมากเกินไป ทำเกษตรเพื่อเลี้ยงตัวเองให้รอดก่อน ที่เหลือควรเผื่อแผ่ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ทำอย่างนี้ได้น่าจะมีกินไปตลอดชีวิต เพราะหากทุกคนในสังคมรู้จักแบ่งปันแล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินตราให้มากมาย

Tuesday, October 17, 2006

กอล์ฟ : เพื่อนตลอดกาล

TROY : ตำนานแห่งสงคราม ความรัก และกลศึก

ผมได้ดูหนังเรื่อง "TROY" แล้วรู้สึกประทับใจ
หนังเรื่องนี้เป็นตำนาน และมีเรื่องย่อดังนี้...

ผู้ชาย ทำสงคราม บ้างเพื่อความรุ่งเรื่อง การขยายอาณาเขต
บ้างทำเพื่อความซื่อสัตย์
บ้างก็ทำเพื่อ
แสดงพละกำลัง
และ
เพื่อ...
ความรัก
ในยุคกรีกโบราณ
ได้มีนักรัก 2 คนที่มีแต่กิเลสตัณหา
ได้แก่
"ปารีส"...ผู้เป็นราชกุมารแห่ง "TROY"
และ "เฮเลน" ผู้เป็นราชินีแห่ง "สปาตา"


สองคน ผู้ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดสงครามแห่งอารยธรรมที่ลุกใหม้อย่างรุนแรง
เมื่อ ปารีส ได้ลักพาตัวเฮเลนไปจากสามีของเธอ...
สามีของเธอก็คือ กษัตริย์ ชื่อ "เมเนลัส"
ผู้ซึ่งถูกดูหมิ่นอย่างยอมรับไม่ได้
เมเนลัส ที่มีพี่ชายชื่อ "อกาเมนนอน"...


ผู้เป็นกษัตริย์ผู้เกรียงไกร แห่ง ไมเซเนียน
ผู้ซึ่งทำศึกสงครามเพื่อรวมกรีกให้เป็นเพียงหนึ่งเดียว
ชีวิตของ อกาเมนอน คือการยึดครอง
ทั้งสองคนได้ตกลงกันที่จะทำสงคราม เพื่อแย่งชิง เฮเลนกลับมา
อกาเมนอน ต้องการดินแดน TROY

ส่วนเมเนลัส ต้องการกู้ศักศรีของตน และชิงเฮเลนกลับมา
อกาเมนนอนไม่สนใจอะไร เขาเพียงต้องการเป็นกษัตยริที่ยิ่งใหญ่
มีอาณาจักรที่ไพศาล
เมือง TROY แห่งนี้มีกษัตริย์ เจ้าเมือง ชื่อ ไพรอัม
เป็นเมืองที่มีกำแพงใหญ่โต
และแข็งแรงมาก...ไม่เคยมีใครทำลาย และยึดครองได้เลย

และคนที่เป็นผู้นำทหารทั้งปวงแห่ง TROY ก็คือ "เฮคเตอร์" ผู้เป็นราชกุมารผู้พี่ของ ปารีส

เฮคเตอร์คือนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่ง TROY ทหารทุกคนเชื่อในฝีมือของเขา
เฮคเตอร์ไม่เคยพ่ายแพ้ในการศึก
ส่วน อกาเมนอนนั้น มีนักรบคนหนึ่งที่เก่งที่สุดในกรีก
ผู้ซึ่งเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของกรีก เป็นคนที่ทำให้อกาเมนอน ชนะสงครามทุกครั้ง
เขาคือ "อะคิลิส"
คนๆ นี้เกิดมาเพื่อทำศึกสงคราม
เขาต้องการเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพี
อะคิลิส เป็นคนหยิ่งยะโส
เขารบเพื่อตัวเขาเอง เขาเพียงต้องการจารึกชื่อของเขาไว้ในโลกนี้ อะคิลิสไม่สนใจอกาเมนอน เลย เขาไม่ได้รบเพื่อ อกาเมนอน
อะคิลิส คือแม่ทัพ ผู้คุมทหาร กรีกทั้งปวง
ส่วนอกาเมนอน เป็นเพียงกษัตริย์ ที่คอยแต่ฉลองชัยชนะ
ชัยชนะที่ได้มาจากความสามารถของ "อคิลิส" อะคิลิสคนนี้ เป็นเหมือนคนที่ไร้หัวใจ ไร้ที่อยู่ เป็นคนกำพร้าพ่อ
แม่ของเขานำมาฝากให้อกาเมนอน
อะคิลิส ไม่มีความจงรักภักดีต่อสิ่งใด แม้แต่เทพอะพอลโล
อะคิลิสคิดว่า การทลายป้อมปราการแห่ง TROY และทำลายเมือง TROY
คือวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่
ที่จะทำให้ชื่อของเขากระฉ่อนไปทั่วแคว้น ถึงแม้เขาจะชนะภายใต้ร่มบารมีของ อกาเมนอน
แต่สุดท้ายมันจะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ของตัวเขาเอง การสู้รบระหว่าง กรีก กับ ทรอย จึงเกิดขึ้น
ภายใต้ควันแห่ง ความกระหายดินแดน, เกียรติยศ ชื่อเสียง, พลังอำนาจ และความรัก
ความจริงนั้น เฮเลน กับ ปาริส รักกัน รักกันเมื่อ ปาริสไปเที่ยวยัง เมือง สปาตา
ไปพร้อมกับ เฮคเตอร์
ปารีส ผู้อ่อนเดียงสาในการรบ
เขาไม่เคย แม้แต่เห็นเลือดหลั่งไหล
เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ผู้อยากที่จะ "รัก" เหตุที่ เฮเลน ปันใจให้ ปารีส เพราะเธอไม่ชอบสงคราม
เฮเลน ชอบที่จะอยู่อย่างสงบ
แต่สามีของเธอ เอาแต่รบ เมเนลัส (สามีของเฮเลน) ผู้ซึ่งติดตามพี่ชาย (อกาเมนอน) ไปทุกที่เพื่อขยายอาณาจักรกรีก
เฮเลน กับ ปารีส แอบมีอะไรกันลับๆ ปารีส แอบซ่อนเฮเลนไว้ใต้ท้องเรือตอนกลับ TROY...โดยที่เฮคเตอร์ เองก็ไม่รู้เรื่อง
ปารีสเปิดเผยกับเฮคเตอร์ระหว่างล่องเรือกลับทรอย...
แล้วเฮเลนก็เดินออกมาจากท้องเรือ
เฮคเตอร์ถึงกับช็อค และโกรธ ปารีสอย่างที่สุด
เพราะเขารู้ดีว่า อะไรจะเกิดขึ้น
ตอนแรก เฮคเตอร์สั่งต้นหนให้เบนหัวเรือกลับกรีก
แต่เมื่อได้ยินทั้งสองคนบอกว่า เขารักกัน และเฮคเตอร์เองก็รักน้องชายของเขามาก
เห็นน้องชายรักสาวคนนึงอย่างจริงจัง (ถึงจะเป็นเมียคนอื่น) เฮคเตอร์ก็ยอมใจอ่อน
ถึงแม้เฮคเตอร์จะบ่นว่า ปารีส เพียงใด แต่ในใจเขาก็พร้อมที่จะรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
เฮคเตอร์เปลี่ยนใจไม่กลับ สปาตา แล้วสั่งลูกเรือให้ "ไปทรอย" ภายในหัวของเฮคเตอร์ คือ กองทัพกรีกนับแสนจะกรีทามาทางเรือ มุ่งหน้ามาที่ทรอย
สงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่ทรอยเคยกรำศึกมา กำลังจะเกิดขึ้น
สองพี่น้อง และเฮเลนกลับบ้าน พร้อมกับการต้อนรับอันอบอุ่นของประชาชนชาวทรอย
แต่เฮคเตอร์กลับกังวลกับสงครามที่จะเกิดขึ้น
เพราะเขาไม่อยากให้บ้านเมืองต้องมีศึกสงคราม
ถึงแม้เฮคเตอร์จะเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาเป็นคนรักสงบ
ถึงกระนั้นเขาไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ใครระแคะระคายเลย แม้แต่เฮเลน
เฮเลน ผู้อยู่ในสถานะลำบาก
ใจนึงก็รักปารีส แต่อีกใจก็กังวลว่าเมเนลัสจะมาทำร้ายปารีส
เฮเลนเองก็ไม่อยากให้ใครต้องรบกัน
เพียงแต่ทุกอย่างมันเริ่มสายไปแล้ว
กองทัพของอกาเมนอน เมเนลัส และ อคิลิส ได้รวบรวมกำลังพลเท่าทีมีอยู่ เป็นไปได้ว่ามาทั้งประเทศ

เรือของอะคิลิสนำหน้ากองทัพกรีกทุกลำและขึ้นฝั่ง TROY เป็นลำแรก
เขาควบคุมเรือของเขามากับทหารคนสนิทประมาณ 30 คน เข้าประชิดชายหาดของทรอย
อย่างรวดเร็ว ดังสายฟ้าแลบ
ทิ้งกองทัพอีกนับแสนไว้เบื้องหลัง ห่างไปหลายไมล์
อะคิลิสทำเพื่อประกาศให้รู้ว่า เขาคือ อะคิลิส ผู้ที่จะพิชิตทรอย
เขาหยิ่ง และยะโสพอที่จะไม่สนใจกองทัพที่ตามหลังมาเต็มท้องทะเล
อะคิลิสวิ่งขึ้นหาด พร้อมกับทหาร
โดยไม่สนใจลูกศรอาบยาพิษ ที่ยิงใส่เหมือนดั่งห่าฝน
ทหารกรีกโบราณจะมีเกราะ และโล่อันใหญ่ไว้ป้องกันดาบ และลูกศร
ที่ชายหาดนั้นมีป้อมใหญ่อยู่ที่หนึ่ง มีทหารอยู่เป็นร้อย
แต่ทั้งหมดนั้นถูกอะคิลิสคนเดียว ฆ่าตายหมด อะคิลิสและพวก วิ่งขึ้นไปบนป้อมซึ่งมีรูปปั้นเทพอะพอลโล่
อะคิลิสตัดหัวเทพอะพอลโล่ทิ้ง โดยไม่ฟังคำคัดคานของสหายคนสนิท
ที่กรีก เขาเชื่อกันว่าเทพอะพอลโล่เป็นเทพที่ต้องเคารพ
เป็นเทพแห่งสงคราม (ไม่แน่ใจ)
แต่อะคิลิส ผู้ซึ่งไม่มีแม้แต่เทพในหัว เขาไม่เคารพใครทั้งนั้น
ข่าวการบุกของกรีกรู้ถึงเฮคเตอร์
เฮคเตอร์นำกำลังออกมาอย่างรวดเร็วประมาณ 100 กว่าคน
อะคิลิสซัดหอกใส่ทหารทรอย ที่กำลังควบม้ามาในระยะทางมากกว่า 100 เมตร
เป็นการทักทาย
แล้วเฮคเตอร์ก็นำทหารบุกขึ้นไปที่ป้อม ทหารของเฮคเตอร์ถูกทหารกรีกฆ่าตายหมดเลย โดนกับดักของ อะคิลิส
เหลือเพียงเฮคเตอร์คนเดียว
ครั้งนั้น เฮคเตอร์กับอะคิลิส ได้ประจัญหน้ากัน เฮคเตอร์สู้กับทหารกรีกสุดชีวิต และฆ่าทหารกรีกได้หลายคน
แต่อะคิลิสสั่งให้ทหารหยุด และบอกให้เฮคเตอร์กลับไปตั้งรับที่กำแพง รอการบุกของกรีก....
เพื่อจะได้ทำสงครามกันอย่างสมศักศรี...
เฮคเตอร์ตกลง และกลับไป อะคิลิสมีน้องชายเหมือนกัน
น้องชายของอะคิลิสก็มากับอะคิลิสด้วย
แต่เขาไม่ได้รบเก่งเหมือนพี่ชาย และอะคิลิสมักไม่ยอมให้น้องชายทำศึกด้วย เพราะเขาก็รักน้องชายเขา
กลัวน้องชายจะตาย
แต่น้องชายของเขา ก็ต้องการแสดงความเป็นนักรบเหมือนกับทหารคนอื่นๆ
เมื่อเฮคเตอร์กลับไปแล้ว ทหารกรีกเป็นแสนๆ ก็มาถึง
มาถึงฝั่งของกรุงทรอย... ทหารกรีกได้ยึดชายหาดแห่งนั้นเป็นที่มั่น
ชายหาดแห่งนั้นห่างจากกำแพงเมืองทรอยหลายกิโลเมตร
หลายวันถัดมา...ทหารกรีก และ ทรอย ได้ตกลงที่จะทำสงครามกัน
ทหารกรีกยกทัพมาประชิดที่กำแพงเมืองทรอย
ภายใต้การต้อนรับของทหารทรอย....ทั้งอยู่บนกำแพง และที่รออยู่หน้ากำแพงหลายหมื่น
ในสายวันนั้น อกาเมนอน, เมเนลัสได้ยกทัพไปที่ทรอย โดยไม่มีอะคิลิส
อะคิลิสไม่ใยดีต่อการกระทำของอกาเมนอน .. เขาไม่ต้องการให้อกาเมนอนมาบัญชาเขา เมเนลัสต้องการพบกับปารีส ผู้แย่งเมียเขาไป และต้องการประลองกับปารีส
เขาต้องการฆ่าปารีส เพื่อกู้ศักศรีของเขา
อกาเมนอนก็ยอม
ส่วนปารีส...ถึงแม้จะไม่เคยจับดาบเลย แต่ก็จำเป็นต้องทำ
โดยมีเฮคเตอร์แนะนำ
ทั้งปารีส และเมเนลัสสู้กัน
แต่เชิงของทั้งสองคนไม่สูสีกันเลยนะ
ปารีสกลัวจนทำอะไรไม่เป็น ได้แต่ป้องกันดาบของเมเนลัส
เมเนลัสก็ทำอะไรปารีสไม่ได้ เพราะโล่อันใหญ่มันบังคมดาบได้หมด
เฮเลนั่งดูอยู่บนเมืองทรอยพร้อมกับ ประชาชน และกษัตริย์จะอยู่บนเมือง และมองลงมาข้างล่าง
หลังกำแพงจะมีเมืองเป็นคล้ายปราสาทบนภูเขา
สุดท้ายปารีสเสียหลักล้มลง
และโดนเมเนลัสใช้ดาบเชือดที่ขา เลือดไหลเป็นทาง ปารีสตะเกียกตะกายหนี และไปจนถึงเฮคเตอร์ ผู้ยืนรออยู่พร้อมกับทหารอีกหลายหมื่นคนตรงกำแพง
เมเนลัส ตะโกนใส่เฮเลนว่า "นี่หรือผู้ที่เจ้ารัก ช่างขี้ขลาดนัก"
ส่วนปารีสไปกอดอยู่กับขาของเฮคเตอร์ผู้พี่....
เฮคเตอร์ไม่ได้พูดว่าอะไร
เมเนลัสเดินตามมาจนจะถึงตัวของ ปารีส
เมเนลัสบอกให้เฮคเตอร์ถอยห่างออกไป เพื่อจะได้ฆ่าปารีสได้
แต่เฮคเตอร์ไม่ยอม เฮคเตอร์บอกว่า "ไม่ได้ เขาเป็นน้องชายของข้า" เมเนลัสจึงจู่โจมหวังจะฆ่าปารีส
แต่โดนเฮกเตอร์ชักดาบ...สังหารเมเนลัสตายตรงนั้นเอง อกาเมนอนเห็นน้องชายถูกฆ่า...เขาไม่รอช้า รีบสั่งให้บุกทรอยทันที
ส่วนเฮคเตอร์รีบพาปารีสเข้าไปในเมือง
แล้วเฮคเตอร์มาบัญชาการรบด้วยตนเอง
ทหารทรอยยิงธนูลงมาจากกำแพงเป็นห่าฝน แค่ลูกธนูก็ฆ่าทหารกรีกได้หลายหมื่นคนแล้ว
พอทหารกรีกเจอกับทหารทรอยหน้ากำแพง
ทุกอย่างก็ชุลมุนวุ่นวายไปหมด
ทหารคนที่ตัวใหญ่ที่สุดของกรีก น่าจะสูงประมาณ 2.5 เมตรมั้ง อย่างกะยัก
สูงกว่าเฮคเตอร์ตั้งเยอะ ทั้งสองคนสู้กันตัวต่อตัว
ทหารกรีก แข็งแรงกว่าเฮคเตอร์จึงจับคอเฮคเตอร์ยกขึ้น
แต่เฮคเตอร์ยังอุตส่าใช้ดาบเสียบเข้าที่คอของทหารกรีก จนล้มลง นาทีนั้น ทหารของทรอยก็ฮึกเหิม แล้วตะโกนพร้อมกับโห่ร้อง ที่เฮคเตอร์เป็นฝ่ายชนะ
แล้วกรูเข้าใส่ทหารกรีก โดยไม่กลัวตาย จนทหารกรีกล่าถอย
เฮคเตอร์นี่เองที่วิ่งนำทหารทรอยทั้งหมด เพื่อตามไล่ฟันพวกกรีกตายเป็นเบือ อะคิลิสไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เขาแอบดูการรบอยู่บนภูเขา และเห็นภาพการสู้รบของเฮคเตอร์โดยตลอด อะคิลิสทั้งยิ้มเยาะอกาเมนอน และชมชอบในตัวเฮคเตอร์
อกาเมน่อนน่ะ หลบไปอยู่ข้างนอกตั้งแต่ทหารทั้งสองกองทัพปะทะกันแล้ว
อากาเมนอนจะนั่งรถม้า...มีม้าลาก ปรากฎว่าทหารกรีกแตกทัพเข้าไปพักที่ที่ตั้งมั่น
แล้วเมืองทรอยก็ฉลองชัยชนะรอบแรก...
เฮคเตอร์วางแผนกับเหล่าทหารว่าจะยกทัพไปบุกค่ายทหารกรีกตั้งแต่เช้ามืด รุ่งขึ้น
เพื่อไม่ให้ทหารกรีกได้ตั้งตัว รุ่งขึ้น เฮคเตอร์มก็มา
ส่วนทหารกรีกกำลังหลับไหลอยู่ก็ต้องลุกขึ้นมา ...
แต่ตรงที่สู้รบกันนั้นเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่ร้อยคน
และห่างจากจุดที่อะคิลิสพักอยู่มาก อะคิลิสจึงไม่รู้
ในเวลานั้น มันมืดสลัว
และที่สำคัญ...
ชุดเกราะของอะคิลิสโดนน้องชายของเขาใส่
น้องชายอะคิลิส...ทำตัวเหมือนอะคิลิส และบัญชาการรบด้วยตัวเอง
เขาต้องการแสดงความสามารถในเชิงรบบ้าง
เมื่อทหารกรีกเห็น ก็นึกว่าเป็นอะคิลิส...จึงพร้อมที่จะสู้
และวิ่งเข้าปะทะกับทหารแห่ง TROY
เฮคเตอร์เห็นชุดของอะคิลิสก็จำได้ทันที
น้องชายของอะคิลิสก็รู้ว่าเขาควรต้องสู้กับใคร
เฮคเตอร์ผู้ที่เก่งที่สุดแห่งทรอย ได้สู้กับน้องชายของอะคิลิส โดยคิดว่านั่น...เป็นอะคิลิส
ทหารทั้งหมดตีวงออก เพื่อดูแม่ทัพเข้าปะทะกัน (คนนึงเป็นแม่ทัพจริง อีกคนนึงไม่ใช่)
ไม่ถึงอึดใจ....น้องชายของอะคิลิสก็ถุกเฮคเตอร์สังหาร
เฮคเตอร์ได้เปิดหน้ากากออก ก็ตกใจเพราะนั่นไม่ใช่อะคิลิส พร้อมกับความตะลึงของทหารกรีก
ทหารกรีกทุกคนต่างเศร้า....เพราะน้องชายของอะคิลิสตายเสียแล้ว เฮคเตอร์จึงสั่งยุติการรบของเช้าวันนั้น และกลับไป เพื่อให้ทหารกรีกได้ทำพิธีเผาศพ
สหายของอะคิลิส นำความเข้าแจ้งอะคิลิส เรื่องการสู้รบในตอนเช้า
อะคิลิสบันดาลโทษะ ถึงกับจะฆ่าทหารคนสนิท
ใช้เท้าเหยียบหน้าของทหารคนสนิท...เขาโกรธมาก ถึงกับร้องไห้
พิธีเผาศพน้องชายของเขาถูกจัดขึ้น
การเผาศพตามพิธีของกรีก...คือผู้เป็นพี่น้องจะใช้เหรียนเงินวางบนตาทั้งสองข้างของผู้ตาย
แล้วจุดไฟเผา ก็เหมือนๆ กับของกรุงทรอย...แต่ของกรุงทรอยจะใช้เวลาถึง 12 วันในการทำพิธีศพ อะคิลิสแทบไม่ได้นอนเพราะโกรธที่เฮคเตอร์ฆ่าน้องชายของตัวเอง
ส่วนเฮคเตอร์ก็ยังงงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เขากลับไปหาเมีย และลูกอ่อน
เล่าให้เมียฟังว่า เขาพึ่งสังหารเด็กหนุ่มตายไปเมื่อเช้า
เฮคเตอร์พอจะคาดการณ์ได้ว่า อะคิลิสไม่ยอมแน่ๆ
เฮคเตอร์ได้เตรียมการหาทางหนีไว้ให้เมียของเขา กรุงทรอยจะมีทางลับสำหรับหนีด้วย เขาพาเมียไปที่นั่นในวันนั้น
วันต่อมา... อะคิลิสซึ่งเก็บความแค้นไว้เต็มพิกัดได้แอบออกจากที่พัก
ในตอนเช้าตรู่...
เพียงคนเดียว...โดยใช้รถม้า
เป้าหมายของเขาคือฆ่า เฮคเตอร์
อะคิลิสไปถึงกรุงทรอย....
เขาตะโกนชื่อ "เฮคเตอร์"
เฮคเตอร์ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
คนทั้งเมืองรู้ว่าอะคิลิสมาเพื่อสู้กับเฮคเตอร์
ในขณะนั้นเฮคเตอร์กำลังใส่เกราะ และแต่งตัวพร้อมกับล่ำราเมียรัก และลูกน้อย เฮเลน ปารีส และบิดา, มารดา
และกำชับให้เมียหนีไป หากทรอยสู้ไม่ได้
เมียและทุกคนที่ไปได้ เฮคเตอร์เดินออกมาจากกำแพงเมือง ประจัญหน้ากับอะคิลลิส
ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง และเริ่มสู้กัน
เฮคเตอร์นั้นใช้ดาบ โล่, ส่วนอะคิลิสใช้หอก และโล่
ฉากการสู้รบนั้นเป็นไปอย่างสวยงาม มีศิลปะ ต่างคนต่างไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำ
เหมือนกับรู้ทางกันและกัน
แต่ท้ายที่สุดอะคิลิสเป็นฝ่ายรุกมากกว่า
จนเฮคเตอร์เพลี่ยงพล้ำ
อะคิลลิสใช้หอกแทกที่อกของเฮกเตอร์ตาย แล้วใช้รถม้าผูกขาเฮกเตอร์ขับลากไปยังที่มั่นตรงชายหาด
อะคิลิสเก่งมาก...เขาไม่เคยแพ้ และกระหายมากที่จะรบ
เขารบเพื่อตัวเอง เขาไม่ห่วงอะไรทั้งนั้น
ส่วนเฮคเตอร์รบเพื่อมาตุภูมิ เฮคเตอร์มีลูกเมีย เขามีแต่ความกังวล ถึงเขาจะเก่งก็ตาม ผมจึงชอบเฮคเตอร์ด้วยเหตุผลนี้
เพราะเฮคเตอร์เป็นคนดี
กษัตริย์แห่งทรอย และเมียของเฮคเตอร์ได้แต่ร่ำไห้ มองดูอะคิลิสลากศพของเฮคเตอร์ไปจนสุดสายตา เมื่ออะคิลิสไปถึงค่ายทหารแล้ว ก็ไม่ได้สนใจกับสายตาของอกาเมนอน และทหารชาวกรีกที่มองดูเขาแม้แต่น้อย
เขานำศพของเฮคเตอร์ไปไว้ข้างเต๊นของเขา
เก็บไว้อย่างนั้นจนศพเน่าเหม็น
ไพรอัม...กษัตริย์แห่งทรอย ผู้เป็นพ่อของเฮคเตอร์โศกเศร้ามาก...
และถึงไพรอัมจะแก่ตัวมากแล้ว แต่ก็เป็นคนใจเด็ดคนหนึ่ง
ไพรอัมได้ปลอมตัวเป็นทหารกรีก เขามาค่ายทหารกรีกตอนกลางคืน
เพียงคนเดียว
เขามาเพื่อจะขอศพของลูกชายต่ออะคิลิส
แกบอกว่า "ถึงเราจะเป็นศรัตรูกัน แต่เราก็แสดงน้ำใจต่อกันได้"
อะคิลลิสถึงแม้ยังแค้นอยู่...และยังเสียใจกับน้องชายที่เสียไป ได้รับรู้ความสูญเสียและความเศร้าโศกของกษัตร์ย์ทรอย ที่เสียลูกชายไปเหมือนกัน
และที่สำคัญอะคิลิส นับถือในความกล้าหาญของไพรอัม
อะคิลิสแอบไปร้องไห้ อยู่ครู่หนึ่ง
จึงตกลงมอบศพเฮคเตอร์ให้กับไพรอัมเพื่อไปทำพิธีที่กรุงทรอย
และสัญญาว่า ใน 12 วันนี้จะไม่บุกทรอย ช่วงเวลา 12 วัน
มีทหารกรีกคนหนึ่งผู้เป็นเสมือนมันสมองของอกาเมนอน ได้ออกอุบายที่จะหาวิธีบุกทรอย
แต่ไม่ใช่ด้วยกำลัง
แต่ด้วยกลอุบาย เขาออกอุบายให้ทหารกรีกทั้งหมดทำเอาสีขาวมาทาตามร่างกาย และนอนให้เกลื่อนกลาดตามชายหาด
ทำเหมือนเกิดโรคระบาด แล้วอพยพ ทั้งทหาร, เรือไปซ่อนไว้ที่ชายฝั่งใกล้ๆกัน
พร้อมกับส่งทหารไปยอมแพ้ที่กรุงทรอย และนำสาส์นไปให้กับกษัตริย์แห่งทรอย
กรุงทรอยได้ส่งพวกนักบวช
และทหารบางส่วนมาดูที่ชายหาด ก็พบเพียงม้าไม้สูงเท่าตึก 5 ชั้นแน่ะ
นักบวชเห็นว่า ที่เกิดโรคระบาดเพราะ อะคิลิสตัวหัวเทพอะพอลโล่
จึงเกิดอาเภท
และคิดว่าม้าไม้นั้นทหารกรีกทำขึ้นเพื่อบูชาเทพ เป็นการไถ่โทษ
ก่อนที่ทหารกรีกจะกลับไป จึงคิดว่าม้าไม้นั้นเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ ชองกรุงทรอย
จึงได้ลากม้าไม้เข้ามาไว้ในเมืองทรอย...เข้ามาในกำแพงเมืองและจอดไว้กลางเมือง


เพื่อฉลองชัยชนะกัน
ชาวเมืองทรอยต่างดีใจ ไชโยโห่ร้องในชัยชนะที่ได้รับ และคิดว่าม้านั่นเป็นสิ่งมงคลคู่บ้านเมือง ตกกลางคืน ทุกคนหลับกันหมด นอนตามข้างทางบ้าง ตามถนน ตามบรรได ตามอาคาร
ม้าไม้นี้ตรงช่วงลำตัวทำไว้เป็นห้องขนาดใหญ่ มีอาหาร ห้องนอน ที่พัก
เป็นโพรง และมีทหารเก่งอยู่ข้างในประมาณ 10 คน
พอตกดึก
ทหารเหล่านี้ก็ออกมา ร้อยตัวลงมาตามเชือก
รวมทั้งอะคิลิส
ทหารเหล่านี้วิ่งไปเปิดประตูเมืองทรอย บางส่วนวิ่งไปฆ่าชาวเมืองที่กำลังหลับไหลอยู่ เมื่อประตูเมืองทรอยถูกเปิดออก
ทหารกรีกที่รออยู่ข้างนอก หลายหมื่นคนก็กรูกันเข้ามา
ในเมืองทรอยเต็มไปด้วยความโกลาหล ทหารกรีกฆ่าทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เด็ก
กษัตริย์ของทรอยก็ถูกฆ่าด้วย
โดยอกาเมนอนเป็นคนฆ่าเอง
ทหารกรีก เผาเมืองทรอยราบคาบ ส่วนเฮเลน, เมียของเฮคเตอร์ พร้อมด้วยชาวเมืองส่วนหนึ่งหนีไปทัน
แต่ปารีส...ซึ่งช่วงที่อยู่ในเมืองนั้น
เขาได้ฝึกซ้อมใช้ธนู
จนเก่งกาจ
ปารีสวิ่งออกมาเพื่อซุ่มยิ่งทหารกรีกตายไปหลายคน และจังหวะหนึ่งเขาพบกับอะคิลิส...กำลังสู้รบอยู่
จึงใช้ธนูยิงอะคิลิส โดนตรงขา
แต่ลูกธนูพวกนี้อาบยาพิษ (ทำด้วยเห็ดพิษ)
บางทีก็ทำจากกบพิษ ทำให้อะคิลิสวิ่งไม่ออก
อะคิลิสพยายามขว้างดาบเข้าใส่ปารีส
แต่ก็ถูกยิงซ้ำที่หน้าอก....จนตายอยู่ตรงนั้น
ปารีสละทิ้งเมืองของตัวเองแล้วหลบหนีไปพร้อมกับเฮเลน, เมียของเฮคเตอร์
ทหารของทรอยและกรีกสู้รบกันเอง...
อกาเมนอนโดนลูกสาวของกษัตริย์เมืองทรอย (ชื่ออะไรจำไม่ได้) เป็นน้องสาวของปารีส
เธอรักษาพรหมจรรย์ คนนี้เป็นคนฆ่าอกาเมนอน
ด้วยมีดสั้น
สาวพรหมจรรย์คนนี้อยู่ในป้อม...ตอนที่อะคิลิสบุกมาตอนแรก
จำพรรษาอยู่ที่นั่น แต่สุดท้ายอะคิลิสจับตัวมา
และกลายเป็นเมียของอะคิลิส
โดยที่นางก็ไม่ได้ยินยอม
นางเกลียดอะคิลิสเข้าใส้ในตอนที่โดนจับตัวไป เธอหนีไปได้พร้อมกับปารีส
สุดท้ายสงครามครั้งนี้ไม่มีใครได้อะไรเลย...มีแต่การสูญเสีย
อกาเมนนอนก็ตาย ไม่ได้อาณาจักร แต่อคิลลิสได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่เก่งมากของกรีก
เฮคเตอร์ก็เช่นกัน
และม้าโทรจันก็มีที่มาจากมหากาพย์เรื่องนี้

วิจารณ์...

เรื่องของ TROY เป็นตำนานของ "สงคราม","ความรัก","ศักดิ์ศรี" รวมทั้งกลศึกที่เลื่องลือโดยเฉพาะม้าโทรจัน หรือม้าเมืองทรอย ได้กลายเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรบ การหาข่าว การแทรกแซง การจัดการองค์กร แม้แต่ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ได้ใช้ม้าโทรจันในการโจรกรรมข้อมูล วิธีการของม้าโทรจันเป็นเรื่องคลาสสิคเพราะมาจากตำนาน

ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องสงคราม แต่ตำนานเรื่อง TROY ยังให้แง่คิดดีๆ ในเรื่องของสงครามซึ่งเป็นเหตุแห่งการสูญเสียทั้งปวง แต่นั่นยังไม่เท่ากับสาเหตุแห่งสงครามที่เกิดขึ้นจากเพียงแค่ "กิเลส ตัณหา" เท่านั้นเอง"

Link :

Saturday, October 14, 2006

ดาบอยู่ในหัวใจ

(แรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง Hero)
คนคือดาบ ดาบคือคน
วางดาบลงเลิกเข่นฆ่า
จับปากกา มาสร้างงานเขียน
ปล่อยวาง
ดาบคือความแค้น งานเขียนคือความสงบ
เมื่อสงบก็ไม่อยากอาฆาตพยาบาทไม่ต้องการสิ่งใด
ดาบในหัวใจก็เปลี่ยนเป็นพลัง
ความแค้นถูกเปลี่ยนเป็นพลังใจ
หลับตาและมองเห็นตัวเองผ่านความมืด
ละทิ้งตัวตนที่อยู่ในตนเอง
พิจารณาถึงแก่นแท้ของชีวิต
ชีวิตที่แท้แล้วไม่มีอะไร
เป็นเพียงธุลี และอากาศ
ไม่ใช่ของเรา
เมื่อจิตสงบ ก็มีปัญญา และล่วงรู้

Sunday, October 08, 2006

PH Soccer Leauge 2006 : หฤโหดหินงานแข่งฟุตบอล...

(นำมาจากเว็บบอร์ด phkku.com หลังจากแข่งฟุตบอลประเพณีของคณะ นับว่าเหนื่อยที่สุดแล้ว... )

เหนื่อยสุดๆ กับงานการแข่งฟุตบอล PH Soccer Leauge วันที่ 26-27 สิงหาคม ที่ผ่านไป เพราะต้องแข่งกันท่ามกลางสายฝน และสภาพสนามที่เละเทะ งานนี้ "บัณฑิตโชว์" ถึงแม้สมาชิกจะมาน้อยกว่าที่คาดไว้ แต่ทุกคนก็สู้สุดฤทธิ์จนสามารถเข้าสู่รอบสองได้ แต่กำลังวังชาหายหมดแล้ว แข่งเสร็จแต่ละคนคงสลบไสลไปตามๆ กัน ถึงวันนี้อากาศปวดเมื่อยยังไม่หายเลยครับพี่น้องเอ๋ย.



เริ่มนัดแรกสามารถตีเสมอกับน้อง ปี 4 ได้ 2-2 จากนั้นฝนก็กระหน่ำไม่ยั้ง พอฝนซาพวกเราก็แข่งอีกครั้งกับทีม "จบเสย ยูไนเต็ด" ที่มีดีกรีแชมป์เก่าน้องทีมนี้ฝีเท้าจัดจริงๆ พับผ่า บัณฑิตโชว์แพ้ไป (สกอร์จำไม่ได้ ใครช่วยอัพเดทให้ที) หลังจากนั้นพักได้ราวๆ 15-20 นาที แข่งกับ "สบ." ปรากฎว่าบัณฑิตโชว์
สามารถเอาชนะไปได้ 3-0 แมทซ์นี้ "น้องแกะ PH 17" โชว์ฟอร์มสด เซฟได้หลายลูกด้วยกันจากลูกยิงไกลน่าจะได้เป็น man of the match หลังจากนั้นดูเหมือนฝนจะเทลงมาอีก ทุกคนดูเหมือนจะร่อแร่ หายใจรวยริน แต่ได้รับการกระตุ้นและให้กำลังใจจาก "พี่กาญจน์ PH 12" play maker คนเก่งและอาวุโสที่สุดของทีม ทำให้พอมีแรงเดินลุยโคลนในสนามได้อีกนัด ซึ่งนัดสุดท้ายนี้พบกับทีมน้อง ปี 2 ซึ่งพึ่งแข่งเสร็จไปไม่นาน ทำให้สถานการณ์พอฟัดพอเหวี่ยง นัดนี้บัณฑิตโชว์เอาชนะไปได้อย่างหวุดหวิด 4-3 งานนี้ต้องชม "หมวดปีเตอร์" เพราะลุยตลอดตั้งแต่นัดแรกจนนัดสุดท้าย ทำเอาสนามฟุตบอลโรงเรียนสาธิตกระจุยกระจาย สงสัยต้องซ่อมเป็นเดือน หุๆ



มีหลายประตูที่บัณฑิตโชว์ทำได้ และมีลูกสวยๆ เยอะมากเลยคนโพสก็จำไม่ค่อยได้ เพราะอยู่ในสนามมันเบลอๆ ขนาดนัดสุดท้ายแข่งชนะยังไม่รู้ตัวเลย เท่าที่จำได้ก็มีลูกโหม่งสวยๆ ของปีเตอร์, ลูกล็อคลอดขาแล้วยิงเข้าของปีเตอร์ (ความจริงหมวดปีเตอร์ยิงหลายลูกมาก...ใครจำได้ช่วยบอกต่อที), นอกจากนั้นก็มีลูกคาร์บอมของแอนดรูที่เตะโด่งเข้าประตูไปอย่างสวยงาม, ลูกจังหวะสองของเจี๊ยบ PH 17 และลูกบะหมี่ขลุกขลิกของอ้อย PH 17 play maker ร่างเล็กของเรา

น่าเสียดายที่ผู้รักษาประตูตัวจริงคือ "พี่ฐา PH 13" งานนี้เจ็บ เนื่องจากโดนถอด (เขี้ยว) เล็บจึงเล่นได้เพียงนัดเดียว ส่วน "ต้น PH 17" ก็โดนเหยียบนิ้วเท้าจนอาจต้องโดนถอนเล็บไปอีกคน (จริงๆแล้วไม่โดนถอนเขี้ยวเล็บก็ไม่มีพิษสง (กับอิสตรี) อะไรอยู่แล้วล่ะ...หุๆ --- หากเข้าใจผิดช่วยแก้ข่าวด้วยนะน้อง...) นอกจากนั้น PH 14 ซึ่งนอกจากโจ้แล้ว ยังมีสุริยัญ พ่อลูกสอง สั่งตรงจากกาฬสินธุ์ ก็มาร่วมลุยโคลนด้วยกันด้วย สงสัยกลับไปถึงกาฬสินธุ์แล้วต้องให้เมียนวดไปหลายวัน ฮิๆ งานนี้ขาด ฟา, เสก, ไข่ ดูเหมือนจะติดภาระกิจ

สรุปแล้วปีนี้บัณฑิตโชว์ โชว์ฟอร์มได้เกินคาด แต่ก็เหนื่อยแบบสุดๆเหมือนกัน จนไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงตอนเย็นได้ ยังไงๆ ต้องฝากขอโทษน้องๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้องสโมสรที่เตรียมอาหารไว้, น้องชุม, น้องอ๋า, และอีกหลายคน เนื่องจากยอมรับว่าไม่ไหวจริงๆ สงสัยจะเป็นเพราะสังขารมันถึงขีดสุด แต่ใจมันยังอยากอยู่นะ เอาไว้โอกาสหน้านะครับน้องๆ โอกาสที่ไม่เหนื่อยเกินไป อืม....คงพอจะมี และจะรอวันนั้น

งานนี้ต้องขอชมสปิริตทุกคน โดยเฉพาะพี่กาญจน์อยู่ร่วมกับน้องๆ จนเสร็จงาน น้องๆพี่ๆที่เดินทางมาไกล ยอมรับว่าปีนี้โหดหิน แต่ก็ได้ใจไปครองครับผม
อ้อ...น้อง ๆ "ทีละแบน" ชุม, อ๋า, นภ, ดำ เรายังติดค้างกันอยู่นะ บังเอิญฝนฟ้า เวลา ไม่เป็นใจเฉยๆ หรอก ไม่อย่างนั้นเราคงได้ปะทะแข้งกันสนุกแน่ ทีแรกว่าจะเป่ายิ้งฉุบก็กระไรอยู่ พี่ยังไม่ลืมนะ ตอนท้ายน้องชุม PH 16 ยังมาแลกเสื้อกับโจ้ PH 14 อยู่ จะให้ดีเราต้องมีโอกาสแข่งกันซิน่า... โอกาสหน้าเราคงได้ร่วมลุยกันอีกครับ ฉบับนี้ขอพอแค่นี้ก่อน อัดอั้นมา 3 วันแล้ว เนื่องจากพึ่งฟื้นจากหลับไหล ถ้าอ่านจนเหนื่อยก็ขออภัย ยังไงบัณฑิตทั้งหลายช่วยส่งข่าวต่อที เจี๊ยบ, แอนดรู ถ้ามีภาพก็ช่วยเอามาโชว์ด้วยนะ จะได้เห็นภาพกีฬามันๆ ด้วยนะ

Saturday, September 30, 2006

อโรคยา ปรมาราภา

เป็นความจริงโดยแท้ หากสุขภาพดีแล้วเราก็มีเวลามากขึ้นที่จะทำการงาน คิดเรื่องที่เราชอบ แต่เมื่อเจ็บป่วยแล้วชีวิตเหมือนแน่นิ่ง แม้จะคิดยังยาก โดยเฉพาะอาการ "ไมเกรน" นี่มักจะมาเยี่ยมผมแทบทุกปี ปีละครั้ง เป็นอย่างน้อย ปีนี้มันชวนเพื่อนมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บคอ, มีไข้, หวัด เรียกว่าครบทีมเลย สุดแสนทรมาน แต่ความทรมานมันยังไม่เท่ากับความอึดอัดรำคาญที่ "อยากจะทำอะไรก็ไม่ได้ทำ" ผมนอนซมอยู่ 2 วันเต็มๆ

นั่นคือสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่บอบช้ำจริงๆ ความจริงในห้วงเวลานั้นผมรำลึก - นึก - ฝัน - และจินตนาการถึงอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่ปัญหาคือมันจำไม่ได้...@!! โธ่เอ๊ย...ไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกว่าอาการป่วยของร่างกายหรอกนะ แต่รับรองได้ว่าจิตใจไม่เคยป่วยแน่ๆ... เมื่อใดที่ผมรู้สึกดีขึ้นผมยังหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอยู่เลย "ไอสไตน์ในพุทธปรัชญา" ใกล้จบลงแล้ว เหลือราวๆ 20-30 หน้าเห็นจะได้ สนุกดีไม่หยอก...

เรื่องการดูแลตัวเองนี่สำคัญมาก อย่างผมในวันแรกๆ ที่ไม่สบายนั้นดันไปกินยาพาราหมดอายุ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่มีอันตราย แต่แค่ "ไม่ได้ผล" เท่านั้น ได้ยาของแท้จากเหมียวน้อยแล้วอาการไข้จึงหายภายใน 3 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อ...นี่แหละน้า ยามันจึงสำคัญกับคนเราเนาะ

ไข้หาย - เจ็บคอหาย - แต่... ไม่เกรนดันไม่หาย หวัดก็ยังอยู่ โอ้แม่เจ้ามันช่างรักผมเสียจริง เมื่อไหร่มันจะไปๆ เสียทีนะ สุดท้ายผมได้รับยา Vitamin B. รวม + ยาบำรุงประสาท จากเหมียวน้อยใจดีคนเดิม อาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหวัดเหรอ... มันก็ยังไม่ยอมไปอยู่ดี อุบ๊ะ...!!! ให้ทำไงวะเนี่ย...( What the hell are flu...?..!)


เพื่อนหนุ่ยแวะมาเยี่ยม แถมเอาคลอเฟนิรามีนมาฝาก (เป็นยาแก้แพ้ที่กินแล้วง่วงฉิ-บ-หา-ย...!) มันก็ยังอุตส่าห์ให้วิชาหยินหยาง มันบอกว่า "ดื่มน้ำอุ่นตอนเช้า ดื่มน้ำเย็นตอนบ่าย, อาบน้ำเย็นตอนเช้า อาบน้ำอุ่นตอนบ่าย - มันทำอย่างนี้แล้วไม่เคยเป็นไข้มาหลายปีแล้ว แม่เจ้า...ถ้าเป็นจริงก็คงดีว่าจะลองทำดูอยู่นะเนี่ย ใครที่อ่านเจอแล้วเชื่อไม่เชื่อประการใด หรือเคยลองมาแล้วก็ช่วยให้ความเห็นหน่อยสิ...

แต่ขอบอก... ผมยังไม่ยอมแพ้ หากหายเมื่อไหร่จะไปซ้อมวิ่งมาราธอน กะจะเข้าแข่ง "ขอนแก่นมินิฮาร์ฟมาราธอน 2007" นะเนี่ย... ไม่รู้จะทำได้รึเปล่านะ หุๆ...อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้าใจเราไม่แพ้ ว่ามั้ยครับ...bye

Saturday, September 23, 2006

ปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


และแล้วรัฐบาลทักษินก็ถึงจุดจบ เมื่อทหารและตำรวจรวมกำลังกัน ในชื่อ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ได้ทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจโดยให้เหตุผลตามประกาศดังนี้ (เนื้อหาจาก http://news.sanook.com/politic/politic_21787.php)



ประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 1 : คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดย วัน ศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2549 17:13 น.
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ด้วยเป็นที่ปรากฏโดยแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง แม้หลายภาคส่วนสังคม จะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ยังไม่สามารถที่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้
ดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาไว้ ซึ่งความสงบสุข และความมั่นคงของชาติ รวมทั้งเทิดทูนไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เวลา 23.50 น.

ลงชื่อ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ภาพคณะปฏิรูปเข้าเฝ้าในหลวงและพระราชินี


ดูข่าวไปตื่นเต้นไป นึกไม่ถึงว่าจะเกิดรัฐประหารอีกครั้ง จากครั้งที่ผ่านมาในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย โดย "คณะ ร.ส.ช." ในปี 2534 และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์วิปโยค "พฤษภาทมิฬ" หากแต่ครั้งนี้ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากหลังการรัฐประหารมีประชาชนมาแสดงความยินดีกันตามถนนมากมายเต็มไปหมด ทหารที่เข้ามาประจำการ ณ สถานที่ต่างๆ ทุกคนผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้ที่บ่าบ้าง, ที่ปลายปืนบ้าง เป็นสัญลักษณ์บอกถึงการเป็น "ทหารของพระราชา" ดูมีพลังน่าเกรงขาม
บรรดารัฐมนตรีของรัฐบาลทักษินบางคนหนีไปกบดานต่างประเทศ สำหรับทักษินเองอยู่ที่อังกฤษกับลูกเมีย และคงยากที่จะกลับมาเล่นการเมืองได้อีก เพราะวิกฤติศรัทธาของประชาชนมีมากเหลือเกิน ดังจะเห็นได้จากช่วงที่ผ่านมาเกือบ 1 ปี ที่มีกระแสข่าวในด้านลบจากสื่อมวลชน นักวิชาการต่างๆ มากมาย รัฐบาลเองได้แต่เพียงออกมากลบเกลื่อนข่าวไปวันๆ โดยไม่มีความชัดเจนอะไรเลย


นโยบายต่างๆที่ออกมาโดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้วเหมือน "เป็นการหาเสียงระยะยาว นัยว่าเพื่อช่วยเหลือประชาชน หากแต่ซ่อนไว้ซึ่งการมอมเมาประชาชนไปในตัว" เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน, นโยบายหวยบนดิน, วิสาหกิจชุมชน, บ้านเอื้ออาทร, การขจัดความยากจน และนโยบายอื่นๆที่จำไม่ได้แล้ว เรียกรวมๆว่า "นโยบายประชานิยม"

สิ่งที่น่ายินดีก็คือการรัฐประหารในครั้งนี้ทางคณะปฏิรูปฯ ได้ให้คำรับรองว่าไม่มีเจตนาที่จะเข้าบริหารประเทศเสียเอง หากแต่จะคืนอำนาจให้ประชาชน และเร่งจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลโดยเร็วที่สุด (ภายใน 2 สัปดาห์)

ได้แต่ภาวนาให้ประเทศชาติสงบสุขเร็วๆ และอยากเห็นคนในชาติสมานสมัครสามัคคีกันเพื่อให้ประเทศชาติได้วิวัฒนาการไปในวิถีทางที่มั่นคง มีรัฐบาลที่เป็นธรรมาภิบาล มีกระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และประชาชนในชาติได้รับการศึกษาจนเกิดปัญญา สามารถร่วมตรวจสอบการเมืองให้ดำเนินไปในทางที่ชอบ

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

Friday, September 22, 2006

ไอสไตน์ในพุทธปรัชญา

ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง "ไอน์สไตน์ในพุทธปรัชญา" เขียนโดย "ธนู แก้วโอภาส" ซึ่งผมยืมมาจากอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือคนหนึ่ง ตอนแรกกะจะไปยืมเรื่อง "ยิว" ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ แต่หนังสือเล่มนั้นมีคนยืมไปแล้ว อาจารย์จึงได้แนะนำหนังสือเล่มนี้ และยังกรุณาให้หนังสือเล่มอื่นๆมาอีก 3-4 หลายเล่ม ซึ่งผมยังไม่ได้อ่าน สำหรับเล่มนี้อ่านได้ครึ่งเล่มแล้ว มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับทฤษฎีทางฟิสิกส์จากอดีตที่นักฟิสิกส์คนสำคัญๆ ของโลกได้ค้นคว้าเกี่ยวกับอะตอม, เอกภพ, ทฤษฎีสัมพันธภาพ, ทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ และในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงงานของสตีเฟ่น ฮอร์กิ้งด้วย ซึ่งผมได้อ่านไปแล้วเรื่อง (จำชื่อหนังสือไม่ได้ ... แย่จัง) คุณเฮนนิ่งก็อ่านด้วย แต่เป็นฉบับภาษาอังกฤษ น่าสนใจทีเดียว... หนังสือเล่มนั้นของสตีเฟ่น แปลโดยรอฮีม ปรามาท ทำให้ผมคุยกับคุณเฮนนิ่งรู้เรื่อง เพราะแกชอบพูดถึงควอนตัมฟิสิกเหลือเกินเวลาละเลียดเบียร์ลงคอตอนค่ำๆ...


ถึงแม้จะอ่านยังไม่จบ แต่ก็อยากนำข้อความที่อยู่ปกหลังมาแสดง เพราะอ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจ ดังนี้ครับ

"ไอน์สไตน์มองเห็นว่า ศาสนาพัฒนามาเป็น 3 ขั้นตอน โดยเริ่มแรก เป็นศาสนาของความกลัว ต่อมากลายเป็นศาสนาของศีลธรรม แต่ศาสนาทั้สองประเภทนี้ยังมีพระเจ้าอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ไอน์สไตน์มีความเห็นว่า ศาสนาที่พัฒนาก้าวหน้าสูงสุด เลยศาสนาทั้งสองประเภทนี้ไปแล้ว เป็นศาสนาไม่มีพระเจ้า มีกฎเกณฑ์ที่เป็นระเบียบ และเป็นศาสนาให้มนุษย์มีประสบการณ์ความจริงสูงสุดของเอกภพ ไอน์สไตน์เรียกศาสนาที่พัฒนามาถึงขั้นตอนสูงสุด หรือขั้นตอนที่ 3 เช่นนี้ว่า เป็นศาสนา มีความรู้สึกทางศาสนาสากลจักรวาล (Cosmic Religious Feeling) และกล่าวว่า ศาสนาพุทธมีความรู้สึกทางศาสนาเช่นนี้สูงมาก ความหมายของไอน์สไตน์ในพุทธปรัชญา คือความจริงที่พุทธศาสนาก้าวพ้นไปจากศาสนาเทวนิยม มาเป็นศาสนาของความมีเหตุผล และเป็นศาสนาปลดปล่อยให้มนุษย์เป็นอิสระจากความทุกข์

ธนู แก้วโอภาส"

บันทึกครั้งแรกของผมใน blogger.com


เข้ามาทาง Google.com ก็เห็นว่า Google นี้เขามีอะไรดีๆ เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็น search engine, e-mail, พื้นที่สำหรับทำเว็บไซต์ถึง 2 GB. และอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้ง blog

ลองสมัครดูแล้วก็เห็นว่าง่ายมากๆ เดี๋ยวต่อไปจะเข้ามาบันทึกไดอารี่ที่นี่ดีกว่า เพราะถ้าเขียนไว้ในสมุด ประเดี๋ยวก็เต็ม แล้วบางทีก็หาสมุดไม่เจอด้วย

ฉบับหน้าจะเข้ามาอัพเดทข้อมูลดีๆ ใหม่อีกที