Monday, October 10, 2016

ข้ามภพ ข้ามชาติ

ข้ามภพ  ข้ามชาติ
ครู  ข้างวังฯ  เขียน



เรื่องจริงผสมเรื่องแต่ง  ที่ครูหมวดศิลปะท่านหนึ่งได้เขียนเรื่องที่บังเอิญพบรูปของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับลูกศิษย์ของเขาชื่ออรวรรณ  แล้วบันทึกไว้ในเฟสบุ๊ค  แล้วเรื่องของเรื่องคือยอดกด like ที่ถล่มทลาย  และตามมาด้วยกระแสเรียกร้องให้เขียนเพิ่มอยู่เรื่อยๆครั้งละตอน  จนสามารถรวมเล่มเป็นหนังสือเล่มนี้เมื่อปี พ.ศ.2559  เป็นเรื่องของเด็กหญิงอรวรรณซึ่งฝันถึงเด็กหญิงอมรศรีซึ่งเสียชีวิตไปแล้วและเคยเป็นเพื่อนกันเมื่อชาติที่แล้ว  ในฝันนั้นอมรศรีมาเพื่อบอกให้อรวรรณทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนชื่อบัวคลี่เมื่อชาติก่อน  ซึ่งบัวคลี่ในปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่  อายุประมาณ 98 ปี  โดยสภาพร่างกายเริ่มอ่อนแอ  ความทรงจำเลือนลางเต็มที  อรวรรณต้องตามหาคุณยายบัวคลี่ให้พบเพื่อสอนให้รำโนรา ...!!!

นับว่าเป็นเรื่องที่อ่านแล้วชวนขนลุกตลอดเวลาเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงบางช่วงบางตอน  น่าติดตามอ่านจนหากได้อ่านแล้วจะวางแทบไม่ลง  เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมอ่านพรวดเดียวจบภายในหนึ่งวัน  และตื่นเต้นแกมขนลุกซู่ตลอดเวลาที่ได้อ่าน  กับเรื่องราวการตามหาคุณยายบัวคลี่  พ่อขุนศรีศรัทธา มโนรา  เงาะป่า  สวนสุนันทา  สงขลา  และพัทลุง

รับรองติดใจกับการอ่านเรื่องราวของรำโนรา  อันเป็นศิลปะของภาคใต้ และเรื่องราวอีกหลายด้านของจังหวัดพัทลุง 

Saturday, October 08, 2016

"ใส้เดือนตาบอดในเขาวงกต"

"ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต"

วีรพร นิติประภา

รางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ.2558



คำโปรยบนปก ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี 2556 "น้ำเน่า  ร้าวราน  สามเส้า  เพ้อฝัน  มายาคติแสนธรรมดาของเรื่องรักกับความขัดแย้ง"

นวนิยายเรื่องราวความรักโรแมนติกที่มีเสน่ห์ตรงความสามารถในการผสมกับความเป็นน้ำเน่าได้อย่างลงตัว บรรยายเรื่องราวไปอย่างช้าๆ เนิบนาบ  แฝงไว้ด้วยความสวยงามของภาษาที่ใช้บอกเล่าเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก บรรยากาศรอบข้างได้อย่างแยบยล ช่วยให้นวนิยายดำเนินเรื่องไปอย่างมีสีสัน เวิ่นเว้อ เยอะจัด ทีลีลาการใช้ภาษาไทย "มีเสน่ห์" อย่างร้ายกาจ  จนผมต้องกลับมาอ่านซ้ำอีกรอบหนึ่ง หลังจากที่พึ่งอ่านจบไป...

ชาลียาและปราณมักหาเวลาอยู่ด้วยกันทุกวันจันทร์ อันเป็นวันที่ชารียาจะทำกับข้าวเมนูหลากหลายทั้งอาหารฝรั่ง ไทย เวียดนาม หลังจากนั้นทั้งคู่ก็จะพักผ่อนนอนอ่านหนังสือคนละเล่ม คลอเคล้ากับบทเพลงออเคสตร้าของบีโทเฟ่น โมซาด และอื่นๆอีกหลายบทเพลง ใช้เวลาเล่นกับแมวคุณเยลโล่ หยอกล้อกันตามประสา แล้วตบท้ายด้วยการดื่มซังกรียารสงานวัดขณะท้องฟ้ากำลังโพล้เพล้...(แหม...ช่างน่าอิจฉา !...#$%)

ชารียานั้นค่อนข้างจะเป็นอาร์ทติสหน่อยๆ เธอมีความรักหลายครั้ง และจริงจังกับทุกครั้ง  ทั้งกับธนา  นที  และปราณ

ปราณเป็นคนพูดน้อย จริงใจ และหวงชารียาอยู่บ้างในบางอารมณ์ เขาเป็นนักดนตรีเคยสัมผัสกับนักดนตรีร็อคอย่างอาภัทร นักกีตาร์หนุ่มลูกหนึ่ง ผู้ทรนง  ซึ่งปลูกฝังและชักนำให้ปราณเปลี่ยนบุคลิคเป็นผู้ชายห้าวหาญ  อาภัทรนั้นตอนหลังชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างที่สุด...!

ลองหามาอ่านกันดูครับ  รับรองจะติดใจ...

Sunday, September 25, 2016

ขอความตายจงสถิตอยู่กับท่าน Brother Odd




"ขอความตายจงสถิตอยู่กับท่าน"

ดีน คูนท์ช           เขียน
พรรษพร  ชโลธร  แปล


เรื่องของ อ๊อด โทมัส พ่อครัวของอารามเซนบาทอโลมิว ที่ บราเดอร์ตายอย่างมีเงื่อนงำ มีบราเดอร์ ซิสเตอร์ และเด็กที่มีปัญหาทางร่างกายอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง อ๊อดมีความสามารถพิเศษ คือสามารถมองเห็นตัวโบดัค ซึ่งมีลักษณะคล้าย ผู้คุมวิญญาณในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ วันหนึ่งเขาพบโบดัค 3 ตัวจึงตามไปพร้อมบู สุนัคอัลเซเชียนสีขาวของเขา และพบว่าโบดัคได้เข้าไปหาเจคอป เด็กซึ่งมีความสามารถในการวาดภาพ จากนั้นเขาพยายามเล่าสิ่งที่เห็นให้้ซิสเตอร์ และบราเดอร์ได้ทราบและเตรียมกำลังคนไว้สู้กับเหล่าซาตานซึ่งเป็นวิญญาณที่เสกขึ้นจากบราเดอร์อีกคนผู้เสียชีวิตไปแล้ว และกองกำลังของเขาก็ทำสำเร็จสามารถช่วยเจคอปและกำจัดซาตานได้ โดยบราเดอร์คนนึงตายจากการต่อสู้

ตอนจบอ๊อดได้ขอย้ายออกจากอาราม

"ช่างสำราญ" ซีไรต์ปี 2546




"ช่างสำราญ"

เดือนวาด  พิมพ์วนา  เขียน

เรื่องของ "กำพล ช่างสำราญ"

ตอนแรกเห็นชื่อหนังสือทำให้คิดว่าคงเป็นเรื่องของช่างคนหนึ่งที่ชื่อ "สำราญ" แต่พอเปิดอ่านจึงได้เข้าใจว่า  คำว่า "ช่างสำราญ" หมายถึงนามสกุลของเจ้าเด็กน้อย เด็กน้อยกำพลมีพ่อขับรถบรรทุกน้ำ และแม่ที่ทิ้งเขาไปเพราะปัญหาส่วนตัว  คือมีชู้  หนังสือบรรยายเรื่องของกำพลซึ่งถูกทิ้งไว้กับเพื่อนบ้านหลายคน เช่น ยายหมอน และตาชง ผู้ดูแลกำพลทุกวันเหมือนลูกแท้ๆ กำพลมีเพื่อนมากมาย เช่น ประสิทธิ์ น้อย ไอ้จั๊วะ ไอ้อ้น เป็นเพื่อนเล่นในตรอก ซอย ในตลาด และโรงเรียน  ชีวิตที่อาศัยในสังคมแคบๆและแออัด  กำพลรู้จักหาเงินด้วยการนวดให้คนแก่ในซอย  หนังสือไม่กล่าวถึงพ่อของกำพลมากนัก อ่านสนุกจนอยากให้มีอีกสักตอน...

Saturday, November 28, 2015

บัณฑิตโชว์ 2015 ปีนี้แพ้ 3 เสมอ 1

แพ้ หมูหวาน (PH19)   0-1
แพ้ ลิเวอร์พรุน (PH21) 0-2
แพ้ Top 5 FC (วทบ.4) 0-4
เสมอ Pong Pri 2425  0-0

ปีนี้น้องๆเช่าสนาม Soccer Cube เป็นสนามหญ้าเทียมแถวๆวัดป่าอดุลยาราม เช่า 3 สนาม  แข่งครึ่งเดียว เวลา 15 นาทีจบ

นั่งดื่มเบียร์สดจารย์เม้งเอามา  ตอนเย็นไปร่วมงานคืนสู่เหย้า ประทับใจตอนน้องๆร้องเพลงคณะให้ฟัง  แล้วยังมี PH บูม อีกด้วย  บริจาคให้ชมรม ชคบ. ที่ปีนี้จะไปออกค่ายที่ อ.เชียงยืน เจอพี่วิทยา (พันธมิตร 119) ไปนั่งร้าน Der wind กับพี่วิทยา พี่ธิคุยกันเรื่องอุบัติเหตุของเรา มีตอนสำคัญตอนหนึ่งจำได้ว่า "ไม่มีใครรักเราเท่าพ่อแม่ของเรา"

ดูภาพดีกว่า...
















Saturday, November 21, 2015

ความจนและหนทางไกลห่าง

“จน เครียด กินเหล้า” โฆษณาของ สสส. เพื่อรณรงค์ให้คนไทยเลิกดื่มเหล้ากลายเป็นโฆษณาที่ติดตาประชาชนอยู่ในช่วงนี้ เหมือนจะบอกประชาชนว่า หากกินเหล้าแล้วจะทำให้จน เมื่อจนจึงเกิดความเครียด และเมื่อเครียดจึงหาทางระบายด้วยการดื่มเหล้า คล้ายเป็นวงจรอุบาทว์ของความจนที่บังเอิญถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดื่มเหล้าด้วย

ถึงแม้ว่าวัตถุประสงค์หลักของโฆษณาดังกล่าวต้องการที่จะรณรงค์งดเหล้าก็ตาม จะเห็นว่าเรื่องของ
“ความจน” ก็เป็นประเด็นที่มีน้ำหนักไม่ต่างจากพฤติกรรมการดื่มเหล้า และได้รับการที่ได้กล่าวถึงมากไม่ว่าจะปัจจุบันหรืออดีตที่ผ่านมา ไม่ว่ายุคสมัยไหน รัฐบาลก็จะบรรจุนโยบายขจัดความจนไว้ในการบริหารประเทศเสมอ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความจน ที่น่ารังเกียจของสังคมนี้ก็ยังไม่หมดไปเสียที ใครๆได้ยินคำนี้แล้วก็คงเบื่อหน่าย รังเกียจและชิงชัง ไม่อยากพบอยากเจอ ไม่ว่าชาติไหนๆ ความจนที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้นี้ได้ฝังรากลึกในบ้านนี้เมืองนี้ไปแล้ว ดังนั้นความจนนี้จึงน่าศึกษา เหตุเพราะมีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน
หญิงสาวที่ตวาดใส่ชายหนุ่มว่า เหม็นสาปคนจน เป็นคำพูดที่แสนเจ็บปวดแบบฝังลึกของชายหนุ่มหลายคน ถึงแม้ว่าบางครั้งจะเป็นการพูดเล่นก็ตาม
พิจารณาตามเหตุปัจจัย ตามหลักอิทธิบาท 4
1. “จน...อย่างไรเรียกว่า จน
คงยากที่จะระบุว่าสภาพใดของบุคคล หรือสังคมที่อยู่ในสภาพ จน แต่พออธิบายได้ว่า ความจนนี้รับรู้และสัมผัสได้โดยผ่านความรู้สึก ผ่านชีวิตประจำวันและการเป็นอยู่ จริงๆแล้วหากเรียกว่า ยากจน , ยากเข็ญ , ข้นแค้น , ลำบาก ก็น่าจะให้ความหมายได้ง่ายกว่า เพราะ ความจน หากหมายถึง “ความยากลำบาก” ในการ “เป็นอยู่” ในชีวิตประจำวันแล้วก็คงพอเข้าใจได้ แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ก่อนว่ามีลักษณะอย่างไร
ชีวิต หรือความเป็นอยู่ของแต่ละคน หรือแต่ละสังคมย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น สังคมเกษตรกรรม, สังคมค้าขาย, สังคมข้าราชการ ฯลฯ สุดแล้วแต่จะเรียก กรณีนี้ได้แบ่งความเป็นอยู่ของสังคมออกไปตามลักษณะการประกอบอาชีพ ซึ่งน่าจะเห็นได้ชัดเจนที่สุด ในแต่ละสังคมประกอบด้วยผู้คนที่อาศัยอยู่รวมกันและประกอบอาชีพเพื่อ “หาเลี้ยงตนเองและครอบครัว สำหรับผู้ที่แต่งงานแล้ว และหาเลี้ยงตนเองหรือคนรัก ในกรณีคนที่ยังโสด ดังนั้นในขั้นนี้จะเห็นว่า การเลี้ยงดูชีวิต (ตนเอง คนรัก หรือครอบครัว) นั้นหมายถึงการได้มาซึ่ง “ปัจจัยพื้นฐาน” เพื่อการดำรงชีพ ซึ่งอาจเป็นปัจจัย 4 หรือปัจจัยอื่นๆที่นอกเหนือจากนี้ (อาจไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน) และต้องใช้เงินตราเพื่อซื้อปัจจัยต่างๆไว้เพื่อการ “อุปโภค-บริโภค” ภายในครัวเรือน เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว เงิน จึงมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนมากหากต้องการ “จับจ่ายใช้สอย” ด้วยเงิน ดังนั้นหากมีเงินไม่พอก็ไม่สามารถซื้อในสิ่งที่ต้องการได้ เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการก็เป็นทุกข์ และหากต้องการเงินคนเราก็ต้องมีอาชีพเพื่อที่จะได้รับค่าตอบแทนเป็น “เงิน” หรือต้องขวานขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน หากต้องการเงินเพิ่มขึ้นคนก็ต้องทำงานหนักขึ้น หรือเปลี่ยนงานที่ให้ค่าตอบแทนมากกว่าเดิน หรือต้องเรียนหนังสือเพื่อให้จบการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น หรือบางครั้งบางคนอาจเลือกวิธีคดโกง ทุจริตก็เป็นได้ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปในสังคม
สภาพชีวิตที่ลำบากและดิ้นรนเพื่อแสวงหาปัจจัยในการดำรงชีวิตแล้วไม่ได้มาซึ่งปัจจัยที่ต้องการ หรือได้มาไม่เพียงพอนี้กระมังที่ทำให้คนเรานิยามคำว่า “จน” ขึ้นมา หรือบางทีอาจมีสาเหตุมากกว่านี้ที่ผมยังคิดไม่ถึง
2. เหตุแห่ง "ความจน"
หากจะพิจารณาโดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ความจนที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดด้วยความไม่สัมพันธ์กันระหว่างรายรับ-รายจ่าย การมองเช่นนี้มองในแง่ของ "เงิน" เพียงด้านเดียว ผมสังเกตจากการเปรียบวิถีชีวิตระหว่างคนบางกลุ่ม เช่น กลุ่มคนชนบทที่มีรายได้จากการทำนา โดยเฉพาะการทำนาที่ทำเพียงปีละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน (มีบางคนกล่าวว่า ดำวันแม่ เกี่ยววันพ่อ หมายถึง ไถ คราด หว่าน ดำ ในราวเดือน สิงหาคม และเก็บเกี่ยวประมาณเดือนธันวาคม) แต่ระยะเวลาอาจไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับฟ้าฝนด้วย กระบวนการทำนานั้นเรียกได้ว่าสุดแสนจะลำเค็ญ เพราะจำเป็นต้องใช้ทั้งแรงงาน (คน, ควาย), เงินทุน และเทคโนโลยี (ปุ๋ย, ยากำจัดศรัตรูพืช, ยาฆ่าแมลง, เครื่องจักร) เกือบทุกขั้นตอนอาจต้องจ้างแรงงาน ซึ่งปัจจุบันค่าจ้างอยู่ราวๆ 120 บาท/คน/วัน ผมไม่ทราบว่าชาวนาใช้ปุ๋ยกี่กิโลกรัม/ไร่ ในช่วงที่ข้าวแตกกอ บางรายอาจใช้ยาฆ่าปู, หอย ซึ่งจะตกค้างในดิน, น้ำ และทำลายความสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งอาจส่งผลต่อสัตว์ชนิดอื่น ทำให้ระบบนิเวศน์ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ การใส่ปุ่ยเคมียังทำให้ดินเค็มอีกด้วย (ตามข้อสังเกตุนี้ ในระยะยาวผลผลิตจึงน่าจะมีแนวโน้มลดลง) การทำนาที่ต้องหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดินนี้ทำลายสุขภาพของชาวนา และเสี่ยงต่อโรคภัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโรคปวดเมื่อย, โรคไข้ฉี่หนู, โรคที่เกิดจากน้ำเป็นพาหะ (ท้องร่วง, อหิวา)...ฯลฯ ความลำเค็ญหลายประการบังเกิดขึ้นที่ทุ่งนา ถึงแม้ที่นี่จะเป็นแหล่งสร้างผลผลิตให้ชาวนาก็ตาม...ชาวนาบางคนต้องเป็นหนี้สิน เพราะเมื่อเงินไม่พอซื้อปุ๋ย ก็ต้องใช้วิธีเชื่อ คือใช้ก่อน ผ่อนทีหลัง สิ่งของหลายอย่างในตลาดหามาได้ด้วยการเชื่อพ่อค้าในตลาด แล้วจ่ายคืนเมื่อขายผลผลิต (รวมทั้งดอกเบี้ย...) ชาวนายังชีพด้วยข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักที่หาได้เอง ส่วนอาหารจำเป็นต้องแสวงหาเอาตามท้องไร่ท้องนานั่นเอง ในยามอดอยากก็แสนอด ปลา 1 ตัว อาจเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวได้ทั้งบ้าน โดยการทำน้ำพริก จิ้มผักลวก และข้าวเหนียว อาจมีข้าวโพดต้ม, กล้วย หรือผลไม้อย่างอื่นอีกตามแต่จะหาได้ ผมเคยเห็นครอบครัวหนึ่ง มีลูก 8 คน รวมลูกเขย, ลูกสะไภ้อีก ก็เกือบ 12 คน พ่อ-แม่ อีก เป็น 14 คน รุมกินน้ำพริกในด้วย พวกเขาเชื้อเชิญผมไปร่วมด้วย ผมได้แต่บอกว่าผมกินมาแล้ว...ความรู้สึกตอนนั้นมันบอกไม่ถูก ไม่ได้รังเกียจเพียงแต่นึกเห็นใจคนจำนวนมากที่ร่วมวงอยู่ที่มีกับข้าวเพียงน้อยนิด แต่พวกเขาก็อยู่ได้ และโตขึ้น เพียงแต่ไม่ค่อยมีเนื้อหนังเท่าไร ถึงแม้ชาวนาจะหาอาหารได้เอง แต่ค่าอาหารนั้นไม่ได้แพงมากนัก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น การต่อเติมบ้าน, การแต่งงาน, การจัดงานต่างๆ (ขึ้นบ้านใหม่, การเดินทาง, การซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ) ดังนั้น เพียงรายได้จากการขายข้าวปีละครั้ง จึงไม่พอกับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ประกอบกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ของใช้หลายอย่างจากที่ไม่เคยซื้อ ตอนนี้ต้องซื้อแล้ว เช่น กระดาษชำระ น้ำยาล้างจาน, น้ำยาล้างห้องน้ำ



ข้อคิดดีๆ บ๊องๆ ของอุดม แต้พานิช

"สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ของ อุดม แต้พานิช"



เวลารถติด เลนอื่นมักไปได้เร็วกว่าเลนเราเสมอ
- ถ้าเราขับรถไม่ทันไฟเขียวเป็นคันสุดท้าย
ให้คิดว่าเดี๋ยวเราจะได้ไปเป็นคันแรก
- ถ้ามีการแนะนำตัวว่า "นี่เพื่อนฉัน" หมายความว่า "แฟนฉัน"
- ถ้ามีการแนะนำตัวว่า "นี่แฟนฉัน" หมายความว่า "ผัว/เมียฉัน"
---------------------------------------------------------------------
* มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี
* แฟนของคนอื่นมักจะสวยกว่าแฟนของตัวเอง
* เวลาที่เราวิ่งมารับโทรศัพท์จากที่ไกลๆ เมื่อถึงโทรศัพท์
เสียงมันมักจะหยุด เราจะช้าไป 1 จังหวะเสมอ
* ถ้าแอบรักใครอย่าฝากใครไปบอก บอกด้วยตัวเองจะดีกว่า
* เวลาสั่งอาหารไว้นานแล้วยังไม่ได้สักทีให้พูดว่าไม่เอาจะ
ได้เร็ว
* ถ้าเรียกเก็บเงินแล้วไม่มีใครมาเก็บเสียที ให้ลุกขึ้นทำท่า
จะกลับทั้งโต๊ะ จะมีพนักงานพุ่งมาทันที
* ปลูกต้นลั่นทมไว้หน้าบ้านไม่เกี่ยวอะไรกับความทุกข์ระทมของตัวเราเลย

---------------------------------------------------------------------
* ระวังคนขายโรตี ที่เพิ่งเดินออกมาจากป่าละเมาะ, พุ่งไม้,
ซอกตึก,อย่าตัดสินใจซื้อจนกว่าเขาจะล้างมือ
* ไม่มีสัจจะในร้านตัดเสื้อ
* ระวังคน ที่แสดงออกว่าเป็นคนดีมากๆ
* อย่าซื้อทุเรียนมาปอกเอง
* หนังสือดีคือหนังสือที่เราชอบอ่าน, หนังดีคือหนังที่เราชอบดู
* อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่เรานินทามากๆ อย่าลืมย้ำบ่อยๆ
ว่าอย่าบอกใครนะ
* อย่าทิ้งกระดาษชำระไว้ในชามก๋วยเตี๋ยว
คนล้างจะเสียความรู้สึก
* เรียกยามว่าซีเคียวรีตี้ การ์ด ยามจะตั้งใจโบกรถ
* อย่าซื้ออะไรที่ต้องเอามาซ่อมต่อ
* รถในเมืองไทยพวงมาลัยอยู่ทางขวา
แต่ฝาน้ำมันไม่อยู่ขวาเสมอไป
* ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนไม่ต้องเอายาสีฟันไปก็ได้
ยังไงเพื่อนต้องมี

---------------------------------------------------------------------
* อย่าเข้าใกล้หมาตอนกินข้าว
* ตลาด อตก. มาจากคำว่า เอเวอรี่ติง เกินราคา
* เวลาดูหนังโรง ควรจำว่ากระปุกน้ำอยู่ด้านไหน
* ตัดผมวันพุธได้ ไม่บาป
* คนไม่กินเนื้อไม่ได้แปลว่าเป็นดีเสมอไป
* เวลาบ้วนน้ำยาลิสเตอรีน ออกจากปากให้หลับตาด้วย
* ปูอัด มันทำจากปลา
* กระเพาะปลามันทำมาจากหนังหมู
* กินก๋วยเตี๋ยวจากตะเกียบไม้อร่อยกว่า
* อย่าไปจ่ายตลาดเวลาหิว เราจะซื้อมาเยอะเกินจำเป็นเสมอ
* ในโลกนี้จะชอบมีคนมาทักอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก
อ้วนขึ้นนะ กับประเภทที่ 2ผอมลงนะ ไม่มีใครเข้ามาทักว่า
ปกติดีนี่ไปทำอะไรมา

---------------------------------------------------------------------
* คนที่เอาหมวกตำรวจหรือชุดตำรวจแขวนไว้หลังรถมิใช่เพราะ
บ้านเขาไม่มีตู้ เขาไม่ได้ลืม เค้าแค่กลัวคนไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร
* คนที่มีรถทะเบียนเลขเดียวเรียงติดกันหลายๆตัว
เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา
* คนที่มีความรู้มากๆ เขามักจะใช้ความรู้ขังจินตนาการ
* ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน
* จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา
* เวลาที่เปิดหนังสือให้เพื่อนดูหน้าที่ตัวเองพูดถึง
มักจะหาไม่เจอ
* ขนมและน้ำในโรงหนัง จะแพงกว่าข้างนอก
* ห้องน้ำผู้หญิง ผู้ชายเข้าไปดูเป็นพวกโรคจิต,
ห้องน้ำผู้ชายผู้หญิงเข้ามาดูเป็นแม่บ้าน

ขึ้นราคาเหล้า

ชาวบ้านหลายคนเลิกกินเหล้าขาวแล้ว เพราะเขาหันมากินเบียร์ช้างกันหมด เห็นได้จากเวลากลับบ้านไม่มีเบียร์ยี่ห้อไหนจะขายดีเท่าเบียร์ช้าง รัฐบาลประเทศนี้แก้ปัญหาไม่เป็น หากหวังดีกับประชาชนจริงๆ อยากให้ประชาชนสุขภาพดี ควรปิดโรงงานสุรา (รวมทั้งบุหรี่) ทุกแห่ง ยกเลิกการนำเข้า ยอมเสียรายรับจากภาษี หากเบียร์ขึ้นราคาบ้างสินค้าพวกนี้จะถูกนำเข้าโดยผิดกฎหมาย เราอาจได้ดื่มสุราปลอมๆ เมาแบบปลอมๆ ชีวิตปลอมๆ บางคนอาจจะบอกว่า ให้เลิกดื่มซะก็สิ้นเรื่องเพราะมันทำลายสุขภาพ แต่ไปดูสิ ไม่ว่าที่ไหนยังมีขายอยู่เลย จำกัดอายุคนซื้อเหรอ หึๆ ไม่เห็นจะได้ผล สมัยก่อนเห็นตำรวจจับชาวบ้านทำสาโท แต่เวลาผ่านไปก็อนุญาตให้ขายเหล้าแช่ เปิดเสรี มีเหล้าหลายยี่ห้อไหลเข้าประเทศ เด็กวัยรุ่นเดี๋ยวนี้ดื่มเก่งมากๆ และผมรู้สึกว่าผู้หญิงจะดื่มเก่งกว่าผู้ชาย (สังเกตจากเวลาไปเที่ยว ดูสาวสายเดี่ยวนั่งดูดเหล้ากันเมามันส์ ! ...) ฯลฯ แล้วอยู่ๆ ก็ขึ้นภาษี ขึ้นราคา นี่คือกลลวงของประเทศนี้ที่หวังหาเงินจากประชาชน ทำลายประชาชนของตัวเอง ขึ้นค่าแรง เป็น 230 เพื่อให้วัยแรงงานนำเงินมาซื้อเหล้า และจ่ายค่าครองชีพที่สูงขึ้น (ตลก ก๋วยเตี๋ยวที่เคยซื้อชามละ 20 เดี๋ยวนี้อย่างต่ำก็ 25, ก้อยที่เคยกินจานละ 30 เดี๋ยวนี้ก็อย่างต่ำ 40- ฮึ !) เพื่อนำเงินของประชาชนคนขี้เหล้ามาซื้อยา จ้างหมอ พยาบาลมารักษาโรคตับ ไต ใส้พุงของประชาชน (สุดท้ายไม่ได้อะไร)

่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการหลอกลวงเช่นนี้ และคิดว่าไม่ใช่ทางออกที่ควรจะเป็น เรื่องบุหรี่ก็เช่นกัน ปากว่าตาขยิบ รณรงค์เลิกบุหรี่ แต่ทำไมยังขายอยู่...โรงงานก็ยังเปิดอยู่ หรือเพราะเห็นว่ามันทำรายได้มากแค่นั้น หากเราคิดบนฐานของเงินเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน แต่หากคิดบนฐานของการดูแลสุขภาพ เรื่องพวกนี้จะไม่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองจะตาสว่างเสียที

สุดท้าย...บ่นไปก็เท่านั้น เพราะตัวเองก็ยังชอบดื่มอยู่ สำหรับเรื่องดื่ม/ไม่ดื่ม ผมว่าไม่สำคัญเท่าการควบคุมตัวเองให้ดื่มอย่างพอดี ไม่สิ้นเปลืองเกินไป ไม่เมาเกินไปจนทำงานไม่ได้ ไม่มีปัญหากับลูกเมีย เจ้านาย (และตัวเอง) รับผิดชอบต่อตัวเอง เพื่อนร่วมดื่ม และสังคม ไม่ขับรถเร็ว และออกกำลังกายบ้างก็ดี

นี่มันจะไปกันใหญ่แล้ว ผมเขียนเรื่องนี้ทำไมกัน... แค่อยากบ่นตามประสาจอมยุทธที่รำคาญการทำงานของรัฐบาลเท่านั้นแหละ อย่าคิดมาก

คิดว่าต่อไปจะทำสาโทกินเองแล้วล่ะ ไม่ง้อหรอก เชอะ ไม่แบ่งใคร

การสร้าง USB Flash Drive สำหรับบูตเครื่อง (Bootable Flash Drife) จาก Hiren ' Boot CD

อุปกรณ์

  1. แผ่น Hiren 's Boot CD ดาวโหลดได้จาก http://www.hiren.info แล้วเขียนลง CD
  2. USB Flash Drive
  3. คอมพิวเตอร์ (ที่สามารถกำหนด BIOS ให้บูตจากแฟลชไดร์ได้)
  4. โปรแกรมฟอร์แมตแฟลชไดร์ฟ ดาวโหลดได้จาก USB Disk Storage Format
  5. โปรแกรม UltraISO ดาวโหลดได้จาก www.freedownloadscenter.com

ขั้นตอน

  1. ใส่แผ่น Hiren's Boot CD (ผมใช้เวร์ชั่น 8.0) แล้วสร้าง Boot file โดยใช้โปรแกรม UltraISO ซึ่งจะได้ไฟล์ Hiren'sBootCD8.0.bif เซฟไว้ที่ D:\Hiren
  2. เปิดไฟล์ Hiren'sBootCD8.0.bif ด้วยโปรแกรม UltraISO ซึ่งจะมองเห็นไฟล์ต่างๆ ดังรูป
  3. เลือกไฟล์ทั้งหมด (กด Ctrl + A) แล้วคลิกขวา... extract ไฟล์ทั้งหมดไปไว้ที่ D:\USB ดังรูป
  4. ฟอร์แมต USB Flash Drive ด้วยโปรแกรม USB Disk Storage Format ที่ดาวโหลดไว้ตอนแรก โดยเลือก boot file จาก D:\USB ดังรูป
  5. เมื่อฟอร์แมตเสร็จ ใน Flash Drive จะมีไฟล์ IO.SYS, MSDOS.SYS, COMMAND.COM จากนั้น copy โฟลเดอร์ BootCD จากแผ่น Hiren Boot CD มาไว้ใน Flash Drive แล้ว copy ไฟล์จาก D:\USB (ห้าม copy ไฟล์ IO.SYS ทับไฟล์ IO.SYS นอกนั้นสามรถทับได้)
  6. ลบไฟล์ JO.SYS จาก Flash Drive เป็นอันเสร็จครับ..
  7. ทดลองบูตจาก Flash Drive ที่สร้างเสร็จแล้ว โดยกำหนด BIOS ให้บูตจาก Flash Drive ...

อ่านเพิ่มเติม

http://www.hiren.info/pages/bootcd-on-usb-disk

โฆษะ ฟุตซอล

พวกเรา ทีม "อ.คี้" หลังจากซุ่มซ้อมกันอยู่ราวๆ 1 เดือน แบบซ้อมบ้าง ไม่ซ้อมบ้าง สัปดาห์ละ 2-3 วัน เพื่อร่วมแข่งขันฟุตซอลที่ตึกคอมโฆษะ ในวันที่ 29 พย. 52 ผลปรากฎว่าแพ้ราบคาบ 0-6 ฮ่าๆๆๆ...(หัวเราะเยาะตัวเอง)

งานนี้มีสมาชิกทีม 8 คน ประกอบด้วย
  1. โจ้ (ผมเอง)
  2. งอน
  3. ต้น
  4. อ้อย
  5. เม้ง
  6. ตุ๊
  7. เล็ก
  8. เยา
บันทึกภาพการแข่งขัน ขอเชิญชมครับ























PH Soccer Leauge 2010

หลังจากไม่ได้บันทึกเรื่องราวของ PH Soccer Leauge ไปถึง 2 ปี มาคราวนี้ด้วยความรู้สึกว่าหากไม่ได้เขียนบันทึกเรื่องราวแห่งความสนุก และเก็บบรรยากาศระหว่างพี่น้องเอาไว้แล้ว ก็คงจะน่าเสียดายพอสมควรกับการที่นานๆทีจะมีพี่น้องร่วมคณะมาพบมาเจอกันเพียงปีละครั้ง สาเหตุที่หายไปถึง 2 ปีเนื่องจากรับไม่ได้กับความพ่ายแพ้ในปี 2008-2009 เป็นปีที่ไม่ชนะเลย

สำหรับปี 2009 ดูเหมือน "บัณฑิตโชว์" ก็ยังสะกดคำว่า "ชัยชนะ" ไม่ถูกอีกเช่นเคย ถึงแม้จะมีนัดพิเศษที่พบกับ "ทีละแบน" ที่พวกเราชนะด้วยสกอร์ที่จำไม่ได้

2010 ปีนี้งานแข่งบอลจัดขึ้นในวันที่ 4 กันยายน 2553 ก่อนถึงวันแข่งพวกเราเตรียมการกันมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการทำเสื้อทีม การติดต่อประสานงานเพื่อนสมาชิกในทีม และการหาสปอนเซอร์ด้วยความช่วยเหลือจากอาจารย์สมศักดิ์ ให้มา 2,000- พี่เอ๋ (เจริญชัย ศิริคุณ : PH13) ให้มา 1,000- พี่ตุ๊ (ดร.อัศมน ลิ่มสกุล : PH9) ก็ให้มาีอีก 1,000- ดังนั้นต้องประกาศดังๆ ให้รู้โดยทั่วกันถึงความกรุณาในครั้งนี้ และพวกเราบัณฑิตโชว์ทุกคนขอขอบคุณในความกรุณาของท่านอาจารย์และพี่ๆทุกคนมา ณ โอกาสนี้ครับ เงินจำนวนนี้ได้นำมาใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร น้ำดื่ม สปอนเซอร์ในช่วงกลางวัน

ปีนี้พวกเราสวมเสื้ออาเจนติน่า ชุดฟุตบอลโลก 2010 ฟ้าขาวโดดเด่นที่สุดในสนามในราคาตัวละ 250- โดยมียอดจองทั้งหมด 44 ชุด มีการทำออกมา 2 ครั้ง ครั้งแรกนั้นใช้เงินอ้อยสำรองจ่ายไปก่อน ส่วนครั้งที่ 2 โจ้ (ผมเอง) รับผิดชอบซึ่งมีส่วนที่เหลือเป็นกำไรได้นำไปซื้อถุงเท้าสำหรับทุกคนที่ลงเล่น สรุปแล้วจำนวนคนที่มาในปีนี้มีดังนี้

รุ่น 1
  1. พี่สละ
รุ่น 12
  1. พี่กานต์
รุ่น 13
  1. พี่เอ๋
  2. พี่ป้อม
  3. พี่ฐา
รุ่น 14

  1. โจ้
  2. ฟาร์
  3. ยัน
รุ่น 15
  1. วัชระ
รุ่น17
  1. แอนดริว
  2. แกะ
  3. จ่อย
  4. ต้น
  5. อ้อย
  6. ชัช
  7. วัช
  8. ต๋อง
  9. ปีเตอร์
  10. เจี๊ยบ
  11. เม้ง
  12. เอ
  13. ริกกี้
และพี่อ้น (เพื่อนเรียนโท รุ่นเดียวกันกับพี่เอ๋) ท่านปลัดสุรพล (เทศบาลตำบลพังโคน) ก็มาร่วมชมร่วมเชียร์ข้างสนามด้วย รวมจำนวนคนที่มาวันนี้ทั้งหมด 23 คน

Sunday, November 02, 2014

2 พฤษจิกายน 2557 อุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์...

แข่ง 4 ร่าเริง พร้อมกับดื่มเบียร์ไปเยอะ  ตอนกลับประมาณ 21.30 น. ควบ Honda Phantom คู่กายบึ่งออกจากสนามทางถนนจิตตะมัย ข้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียม KS Soccer Club แถวๆ ม.ภาค...
...
...
...

รู้สึกตัวอีกทีตอนอยู่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นแล้ว  เนื่องจากเราขับรถหลับใน แล้วตกข้างทาง นอนอยู่ริมน้ำ 1 คืนสภาพขาอยู่ในน้ำ ตัวอยู่บนฝั่ง โทรศัพท์ i-Phone 4S หายไป  มอไซด์ไฟหน้าแตก แฮนด์บิด  ___ดีที่ยังไม่ตาย...!___ทีมกู้ภัยเทพสิทธิมุนี บ้านเป็ดขอนแก่นไปพบตอนเช้าจึงนำส่งโรงพยาบาล



ภาพจาก facebook มูลนิิธิเทพสิทธิมุนี




สรุปอาการ

เดือนที่ 1 (พย.57) อยู่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น 1-5 วันแรก  พ่อแม่มารับกลับบ้าน  ย่าง 1-3 วัน  ความทรงจำเริ่มมา ไปบ้านเก่างิ้วรักษาตามวิธีชาวบ้าน ไป รพ.บัวใหญ่ ส่งต่อมหาราช

เดือนที่ 2 (ธค.57) ไป รพ.มหาราช ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อ หมอให้ขึ้นทะเบียนผู้พิการ..! รับไม่ได้ เปลี่ยนมารับการรักษาที่ รพ.ศรีนครินทร์ ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อแบบละเอียด ทำกายภาพที่คณะเทคนิคการแพทย์ จนท.แนะนำให้มารับการทำกายภาพที่ รพ.ศรีฯ

เดือนที่ 3 (มค.58) เดินเรื่องเปลี่ยนสิทธิ์ UC จากมหาราช -> ศรีนครินทร์ ทำกายภาพที่ รพ.ศรีฯ

เดือนที่ 4 (กพ.58) ผ่าตัดนิ้วโป้งมือซ้ายที่งอผิดรูป กลับพักฟื้นที่บ้าน แม่อาบน้ำให้ กินข้าวด้วยตัวเองแบบลำบาก แวะไปทำกายภาพทุกจันทร์-พุธ-ศุกร์ และล้างแผลที่ รพ.บัวใหญ่

เดือนที่ 5 (มีค.58) กายภาพ รพ.ศรีฯ

เดือนที่ 6 (เม.ย.58) ผ่าตัด 24 เม.ย 58 ย้ายเส้นประสาทที่ช่วยในการหายใจบริเวณซี่โครงหน้าอกขวา มาต่อที่โคนแขนขวา พักฟื้นที่บ้าน 15 วัน

เจ็บมือ

เดือนที่ 7 (พค.58) หลังผ่า 1 เดือน ตัดไหม กายภาพแบบเจ็บๆแขน รู้จักกับตั้ว (นภวิช) ซึ่งมารักษาด้วยอาการเดียวกันกับเรา ยังมีอีกคนคือ ลั่นฟ้า ทั้งสองคนผ่าตัดย้ายเส้นประสาทเหมือนกันกับเรา  แต่ลั่นฟ้าผ่ามาก่อนเราประมาณ 1 ปี  ส่วนตั้วผ่าก่อนเราประมาณ 2 เดือน พบหมอ

เจ็บมือ

เดือนที่ 8 (มิย.58) หลังผ่า 2 เดือน กายภาพแบบทรมาน พยายามยกแขนได้ 90 ๐ พบหมอ  ขอมาทำกิจกรรมบำบัด

เจ็บมือ

เดือนที่ 9 (กค.58) หลังผ่า 3 เดือน กายภาพ/กิจกรรมบำบัด ("น้องหยก" ช่วยดูกิจกรรมบำบัด เลื่อนสเก็ต ปั่นจักรยาน หยิบของ เลื่อนไม้บนตีนตุ๊กแก - ยากมาก) พยายามยกแขนได้ 180 ๐ เริ่มเหยียดแขนได้

เจ็บมือ

เดือนที่ 10 (สค.58) หลังผ่า 4 เดือน กายภาพ/กิจกรรมบำบัด ("น้องหยก")

เจ็บมือมาก

เดือนที่ 11 (กย.58) หลังผ่า 5 เดือน  กายภาพ/กิจกรรมบำบัด ("น้องตา" ช่วยดูกิจกรรมบำบัด เลื่อนสเก็ต ปั่นจักรยาน ใช้เครื่องยึดจับแขน) พบหมอ  ได้รับคำแนะนำว่า  ให้หายใจเข้าออกแล้วคอยสังเกตุอาการสะท้านมาที่แขน ซึ่งเป็นอาการที่ดี

เจ็บมือมาก

เดือนที่ 12 (ตค.58) หลังผ่า 6 เดือน กายภาพ/กิจกรรมบำบัด ("น้องตา") มี นศ.ฝึกกายภาพมาดูแล 2 กลุ่ม แนะนำให้เราหัดเขียนหนังสือเฉย

เจ็บมือมาก

เดือนที่ 13 (พย.58) หลังผ่า 7 เดือน  กายภาพ/กิจกรรมบำบัด ("น้องหยก") มี นศ.ฝึกกายภาพมาดูแล 2 กลุ่ม แนะนำให้บิดแขน กิจกรรมบำบัดเปลี่ยนเป็น "น้องหยก" ดู เลื่อนสเก็ต ปั่นจักรยาน หยิบของ เลื่อนไม้บนตีนตุ๊กแก - ยากมาก ช่วงนี้แขนเริ่มขยับได้ เหยียดแขนออกได้แล้ว  อาจต้องเซ็ตสถานที่ออกกำลังกายแล้ว หมอกายภาพแนะนำนะ

เจ็บมือมากๆ (5/10)

เดือนที่ 14 (ธค.58) หลังผ่า 8 เดือน  กายภาพ/กิจกรรมบำบัด ("น้องหยก") เลื่อนสเก็ต ปั่นจักรยาน หยิบของ เลื่อนไม้บนตีนตุ๊กแก - ยากมาก

เจ็บมือมากๆ (6/10) ต้องกินยาระงับประสาท (กาบูติน) ก่อนนอนตลอด

เดือนที่ 15 (มค.59) หลังผ่า 9 เดือน  ย้ายกลับมาพักที่บ้านห้วยม่วงตั้งแต่ 26 ธค 58 โดยน้องดั้มขนของให้ ปีเตอร์ช่วยขับ Civic ถึงบ้านบ่าย 2 ไปกินข้าวที่ทุ่งนา มีส้มตำ ลาบปลาดุก เตรียมโดยอาธนา น้าโม่ง และพ่อ  เบียช้าง 4 ขวด, ลีโอ 1 ลัง เอาใส่รถดั้มไปกินที่ขอนแก่น... ปีใหม่นั่งดื่มกับจ่าสมหมาย 2 คน (28 ธค 58) เช้าต๊ะมาเอามอไซต์ Phantom (29 ธค 58)

กายภาพ/กิจกรรมบำบัด (ทำเอง) ปั่นจักรยาน ดึงเชือกถ่วงขวดใส่น้ำ มัดแขนฝึกงอแขน (ทำได้แค่ส่ายแขนไปมา) อุปกรณ์พวกนี้พ่อทำให้ทั้งหมด  กระตุ้นไฟฟ้าด้วยเครื่องที่ซื้อมา ราคา 2,500- 

เจ็บมือมากๆ (6/10) ต้องกินยาระงับประสาท (กาบูติน) ก่อนนอนตลอด



เดือนที่ 16 (กพ.59) หลังผ่า 10 เดือน 
กายภาพ/กิจกรรมบำบัด (ทำเอง) ปั่นจักรยาน ดึงเชือกถ่วงขวดใส่น้ำ มัดแขนฝึกงอแขน (ทำได้แค่ส่ายแขนไปมา)  เช้า-เย็น ไม่ค่อยได้กระตุ้นไฟฟ้าเลย

ต้องคอยระวังไหล่ที่หลุดตลอด เดินได้ช้าๆ


เจ็บมือมากๆ (6/10) ต้องกินยาระงับประสาท (กาบูติน) ก่อนนอนตลอด

เดือนที่ 17 (มีค.59) หลังผ่า 11 เดือน 
กายภาพ/กิจกรรมบำบัด (ทำเอง) ปั่นจักรยาน ดึงเชือกถ่วงขวดใส่น้ำ มัดแขนฝึกงอแขน (ทำได้แค่ส่ายแขนไปมา)  เช้า-เย็น กระตุ้นไฟฟ้า (กล้ามเนื้องอแขน ท่อนบน)

ต้องคอยระวังไหล่ที่หลุดตลอด เดินได้ช้าๆ


เจ็บมือมากๆ (6-7/10) ต้องกินยาระงับประสาท (กาบูติน) เช้า , ก่อนนอนตลอด (แต่เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรมาก...)

-------------ไปหาหมอ 10 มีค 59---------------------------------
หมอออโธ (นพ.เศรษฐวุธ)
     อธิบายถึงสาเหตุของอาการปวดว่าเป็นปัญหาโลกแตก, แนะนำให้เราหางานทำที่พอทำได้
หมอกายภาพ
     บอกว่ารักษาเป็นปีๆ และให้บิดแขน, กำ-แบ, ใช้ยางยืดหน่วงแขน และนิ้ว
---------------------------------------------------------------------


เดือนที่ 18 (เม.ย.59) หลังผ่า 12 เดือน 
กายภาพ/กิจกรรมบำบัด (ทำเอง) ปั่นจักรยาน ดึงเชือกถ่วงขวดใส่น้ำ มัดแขนฝึกงอแขน (ทำได้แค่ส่ายแขนไปมา)  เช้า-เย็น กระตุ้นไฟฟ้า (กล้ามเนื้องอแขน ท่อนบน)

กินยากาบูติน เช้า-กลางวัน-เย็น ก็ไม่เห็นมันจะช่วยอะไรเลยว่ะ...

พ่อไปวัดเขาพังเหย จ.ชัยภูมิ เอายาสมุนไพรมาต้มกิน กินไปประมาณ 10 วัน ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

พ.ค.59 พี่ใย มานวดให้ 3 ครั้งๆละ 2 ช.ม. (โดยไม่คิดตัง เพียงอยากให้เราหาย  และบอกให้เราใส่บาตรให้...) รู้สึกดีขึ้นวันสองวัน หลังจากนั้นก็กลับมาเจ็บอีก  ถ้าได้นวดบ่อยๆก็คงดี

น้าโม่งเอาน้ำศักสิทธิ์มาให้ 1 แพ็ค ขนาด 1 ลิตร x 6 ขวด เป็นน้ำบรรจุขวดจากโรงงาน ได้จากคนที่เอามันสำปะหลังไปขาย

 

เดือนที่ 19 (พค.59) หลังผ่า 13 เดือน 
กลับมาอยู่ที่ขอนแก่น เมื่อ 10 พค.59 เนื่องจากต้องการมาตามงานวิจัยที่จะส่งตีพิมพ์ (กพ 59 ส่งให้ อ.ตุ๊ - โทรไปบอกไม่ว่าง, มีค-เมย. ส่งให้ อ.สมศักดิ์ โทรตามบอกดูให้แค่ 30% ไม่มีความคืบหน้า) ~18 พค.ส่งให้ อ.วงศา บอกกำลังดูให้ น่าจะแก้เยอะ...!

23 พค ส่ง Manuscript ให้ Environment Asia แล้ว, คุณ Dr วรวิทย์ (บก วารสาร) ตอบกลับมาแล้ว  มีแก้...

25 พค ขยายเวลาครั้งสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว

กระตุ้นไฟฟ้า (กล้ามเนื้องอแขน ท่อนบน 15 นาที & กล้ามเนื้อแขนท่อนล่าง 15 นาที)

กินยากาบูติน เช้า-กลางวัน-เย็น ก็ไม่ดีขึ้น...

นัดนวด โดย จนท.เทคนิคการแพทย์ (จบจากศูนย์รัตนาภา) ทุกวันอังคาร แต่นวดไม่ค่อยดี ไม่ค่อยถูกเส้น นวดเบาเกินไป ครั้งละ 200- ก็แพงอยู่...

เดือนที่ 20 (มิย.59) หลังผ่า 14 เดือน 
19 มิย. 59 ซื้อต้นยางนาที่ศูนย์ค้ำคูณ อ.อุบลรัตน์ ต้นละ 10- จำนวน 100 ต้น รวม 1,000-

สภาพร่างกายปัจจุบันยังคงหิ้วสายสลิงไปๆมาๆอยู่เหมือนเดิม ตอนเย็นเดินออกกำลังกายที่สระพลาสติก

เลิกไปนวดที่คณะเทคนิคแล้ว ไม่ค่อยประทับใจ

ล่าสุดเราส่ง manuscript ให้คุณ Henning แกตอบกลับ พร้อม comment ให้ภายใน 3 วัน สุดยอดจริงๆ แก้ไขเยอะมาก...


เดือนที่ 21 (กค.59) หลังผ่า 15 เดือน 

สภาพร่างกาย ยังขยับไม่ได้ หิ้วสลิงเหมือนเดิม

ไปตรวจที่ รพ.เลิดสิน หมอให้ถอดเสื้อ แล้วให้ลองขยับแขน, กำ-แบมือ แล้วบอกว่า
   หมอสมศักดิ์ ลีเชวงวงศ์ "มันน่าจะขยับได้ เพราะมีสัญญาณอยู่ ให้บริหารมือบ่อยๆ รัดสลิงแน่นเกิน เอาออกได้"
   เรา (ถ้าเอาออก มันจะหย่อนครับ)
   หมอ "ก็ให้มันหย่อนไป ไม่เป็นไร"

   ถามเรื่องระบบประกันสุขภาพ ได้ความว่า ต้องไปที่ สนง.เขต (บางบอน) ถามว่าที่นั่นมีรายชื่อ รพ.ไหนในเขตบ้าง การย้ายสิทธิ์ระบบประกันสุขภาพคือย้ายทะเบียนบ้านมาที่เขตนั้นๆ ...? (ติดต่อที่ รพ.ปลายทาง หรือที่ สนง.เขตหว่า...?)

เอาจักรยานมือมาปั่นที่ห้อง เช้า-เย็น



เดือนที่ 22 (สค.59) หลังผ่า 16 เดือน 

หิ้วสลิงไปมา เจ็บมือมากๆ คิดว่าคงไม่หายไปตลอดชีวิตล่ะมั้ง คิดว่าจะกลับบ้านไปอยู่บ้านทำเกษตรพอเพียง ไม่รู้จะทำได้มั้ย...

ตีพิมพ์ก็ยังไม่ถึงไหนเลย

ไปวัดเขาบังเหย เจ้าอาวาสไม่อยู่...

ชีวิตเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ  แต่ยังไงก็ต้องไปต่อไป...
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------










ตค. 59 มานั่งที่ห้อง Earth Center คณะสาธารณสุขศาสตร์ เพื่อช่วย อ.สมศักดิ์ทำ รศ.

จบแล้วนะ... เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2560  จบได้เพราะ 3 คนช่วยเหลือ
  1. ผศ.ดร.สมศักดิ์ พิทักษานุรัตน์ (Advisor)
  2. รศ.วงศา เล้าหศิริวงศ์
  3. Roshan Mahato (คนบังคลาเทศ)
April 17 : เป็น Massive PE (ลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดที่ปอด) เข้า ICU ไป 10 วัน ขี้เยี่ยวบนเตียงนอนรักษาด้วยยาวาฟาริน (4 mg.) กินก่อนนอนวันละเม็ด (หมอบุษบา รพ.ศรีฯ)

Sep 17 : ฝังเข็มที่ "สวนธรรมธีระปัญโญ" ทุกวันเสาร์

Sep 17 :ทำกิจกรรมบำบัด ที่ รพ.ศรีฯ ยังไม่รู้มีผลยังไง...

วิ่งมาตั้งแต่เดือน กย. 60 ทำได้แล้ว 5 รอบบึงศรีฐาน...เมื่อประมาณ ปลายเดือน ตค. ที่แล้ว  ตั้งใจว่าจะไปลงมินิมาราธอน 11.5 กม. งานวันศรีนครินทร์ ครั้งที่ 20